วันจันทร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

"ข่าวลือ-หวาดระแวง" 2 ปมต้องแก้ก่อนสันติภาพล่ม!

  ผมนำรูปป้ายผ้าโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกนำไปติดในช่วงค่ำวันเดียวกันกับที่เกิดเหตุลอบวางระเบิดตำรวจชุด รปภ.ครูที่ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส (24 ก.ค.) แล้วมีครูสตรีเสียชีวิต 2 ราย ครูชายบาดเจ็บสาหัส 1 ราย มาเป็นภาพประกอบบทความนี้ ไม่ได้มีเจตนาจะกล่าวหาหรือเผยแพร่ข้อความกล่าวหาเจ้าหน้าที่ แต่ต้องการชี้ให้เห็นปัญหาที่กำลังเกิดอยู่ในพื้นที่จริงๆ


เพราะถ้ามัวแต่ช่วยกันปิด สังคมก็คงไม่ทราบว่าปัญหามันได้พัฒนาไปถึงขั้นไหน หรือการต่อสู้ในเชิงข้อมูลข่าวสารในพื้นที่มันรุนแรงถึงระดับใดแล้ว...

นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ "ข่าวลือ" ทำงานและสร้างความสับสนอย่างมาก เพราะผู้กระทำไม่ได้แค่ขึ้นป้าย แต่มีการให้ข้อมูลนี้ผ่านทางโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะเฟซบุ๊คอย่างกว้างขวางด้วย

และนี่คือหนึ่งในสถานการณ์ที่น่ากังวลว่า แคมเปญ "หยุดยิงรอมฎอน" ที่คณะพูดคุยสันติภาพฝ่ายไทยนำโดย พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กับคณะพูดคุยฝ่ายบีอาร์เอ็น นำโดย นายฮัสซัน ตอยิบ หมายมั่นปั้นมือกันเอาไว้ว่าจะเป็นหมุดหมายอันสำคัญในการนับหนึ่งสันติภาพชายแดนใต้นั้น อาจจะไปไม่รอดเสียแล้ว

เพราะสถานการณ์ล่าสุด ณ ขณะนี้คือ ในระดับพื้นที่เริ่มมีการใช้ความรุนแรงรูปแบบต่างๆ ถี่ขึ้น โดยส่วนหนึ่งมี "ข่าวลือ" เป็นตัวขับเคลื่อนทำให้เกิดการใช้ความรุนแรงในลักษณะ "โต้กลับ"ขณะที่ในระดับโต๊ะพูดคุยเจรจาก็ประท้วงกล่าวหากันวุ่นวายว่าอีกฝ่าย "เริ่มก่อน"

สถานการณ์ดังกล่าวกับอนาคตของสันติภาพที่ส่อเค้ามืดมน มาจากเหตุปัจจัยสำคัญ 2 ประการที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องเร่งแก้ไขเป็นการด่วน

1.ปัญหาคดีคาใจ ซึ่งหมายถึงเหตุรุนแรงบางเหตุการณ์ที่ชาวบ้าน (โดยมากเป็นพี่น้องมุสลิม) สงสัยว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ส่วนใหญ่เป็นเหตุการณ์ยิงผู้นำศาสนา ครูสอนศาสนา อดีตผู้ต้องหาคดีความมั่นคงที่ศาลยกฟ้อง หรืออดีตผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคงที่เคยติดหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548) แต่ทางการไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะฟ้องคดี

ทั้งนี้ รวมไปถึงบางกรณีที่มีการวางแผนปล่อยข่าวเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นหรือใส่ร้ายเจ้าหน้าที่อยู่แล้ว และบางกรณีที่คนของรัฐหรือเกี่ยวข้องกับรัฐเป็นผู้กระทำจริงๆ ด้วย

เรื่องนี้หากไม่สร้างกลไกตรวจสอบที่ทุกฝ่ายยอมรับ ปัญหาก็จะย่ำอยู่กับที่ เหมือนที่ย่ำซ้ำๆ มาแล้ว 9 ปี และกลายเป็นประเด็นใช้ความรุนแรงตอบโต้กันไปมาไม่รู้จักจบสิ้น ชาวบ้านและฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบก็กล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่รัฐเป็นคนก่อ ขณะที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ก็อ้างว่าผู้ก่อความไม่สงบ "สร้างสถานการณ์กันเอง"

กรณีตัวอย่างเฉพาะห้วงเดือนรอมฎอนปีนี้ก็คือเหตุยิง นายตอเหล็บ สะแปอิง ผู้ต้องหาคดีความมั่นคงได้รับบาดเจ็บสาหัส และยิง นายมะยาหะลี อาลี อุสตาซบ้านบันนังกูแว เสียชีวิตที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา เมื่อวันที่ 15 และ 16 ก.ค.ตามลำดับ ซึ่งบีอาร์เอ็นอ้างว่าเป็นต้นตอของความรุนแรงต่อเนื่องมา จนนำมาสู่การประท้วงผ่านมาเลเซีย ขณะเดียวกันก็มีใบปลิวกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐแพร่ไปทั่ว และชาวบ้านจำนวนไม่น้อยก็เชื่อตามใบปลิวนั้น!

กลไกสลายความคาใจในเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ จึงเป็น "วาระเร่งด่วน" ที่ต้องจัดการ และไม่มีอะไรดีไปกว่าการดึงฝ่ายบีอาร์เอ็น รวมทั้งผู้นำที่ได้รับการยอมรับจากคนในพื้นที่มาร่วมอยู่ในกลไกด้วย ซึ่งอาจต้องปรับรูปแบบให้เป็นพิเศษนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ใน ป.วิอาญา (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา) ทั่วไปบ้าง เพื่อความเหมาะสมกับพื้นที่พิเศษเช่นนี้

และที่จะลืมไม่ได้ก็คือ หากพบคนของรัฐหรือเกี่ยวข้องกับรัฐเป็นฝ่ายกระทำเสียเอง ต้องมีการดำเนินคดีอย่างจริงจังเสมอหน้ากันกับกรณีที่ผู้กระทำเป็นผู้ก่อความไม่สงบ!

2.ปัญหาความเกลียดชังคนศาสนาอื่น โดยเฉพาะไทยพุทธ ซึ่งบรรดาผู้นำในขบวนการแบ่งแยกดินแดนได้ปลูกฝัง ปลุกระดม จากต้นกล้าเล็กๆ เมื่อหลายสิบปีก่อน กลายเป็นกิ่งก้านสาขาที่แผ่กว้างมากในปัจจุบัน

กลุ่มที่ได้รับการปลูกฝังจะมองคนศาสนาอื่นเหมือนไม่ใช่คนด้วยกัน และสามารถฆ่าได้หากจำเป็น!

ขณะที่ระดับชาวบ้านอาจไม่ได้รับการปลูกฝังอย่างเข้มข้น แต่ก็ถูกสร้างความรู้สึกให้หวาดระแวงคนต่างศาสนาโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ เรียกว่าทำดีมาอย่างไรก็ถูกแปรเป็นติดลบหมด ที่แย่ก็คือเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนก็มีพฤติกรรมไม่ต่างอะไรกับที่เขาเพาะเชื้อเอาไว้ ทำให้ชาวบ้านเห็นตัวอย่างจากของจริง จึงเชื่อสนิทใจ ทั้งยังมีกระบวนการข่มขู่ให้กลัวหากเข้าไปข้องแวะ เกี่ยวพันคบหาสมาคมกับเจ้าหน้าที่ด้วย

ทั้งหมดนี้กลายเป็นความห่างเหิน ไม่ไว้วางใจ เมื่อมีข่าวลือข่าวลบเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ ชาวบ้านจึงมักเชื่อทันที ทั้งๆ ที่หลายต่อหลายครั้งเป็นข่าวโคมลอย

จะเห็นได้ว่าทั้ง 2 ข้อนี้เกี่ยวข้องเชื่อมโยงและส่งผลซึ่งกันและกัน หากปลดชนวน 2 เรื่องนี้ไม่ได้ สันติภาพก็เกิดยาก และเป็นไปไม่ได้เลยที่ข้อตกลงทางการเมืองอย่างเดียว เช่น เขตปกครองพิเศษ จะเป็นคำตอบที่ยั่งยืนเหมือนที่บางฝ่ายคิด เพราะปัญหามันซึมลึกถึงระดับรากหญ้า และมีความเกลียดชังหวาดระแวงระหว่างคนรากหญ้าด้วยกันอย่างกว้างขวาง

ทุกคนทราบดีว่าปัญหาแบบนี้ต้องแก้กันยาวและใช้เวลานาน แต่ถ้าไม่เริ่มวันนี้ ความเกลียดชังจะมีจุดสิ้นสุดที่ตรงไหน เท่าที่ทราบในการพูดคุยสันติภาพอย่างเป็นทางการครั้งที่ 3 เมื่อ 13 มิ.ย.2556 คณะพูดคุยฝ่ายไทยได้เตรียมข้อเรียกร้องไปหลายข้อ และหนึ่งในนั้นคือการให้บีอาร์เอ็นหยุดปลูกฝังความเชื่อผิดๆ ที่ยึดโยงกับหลักคำสอนทางศาสนาให้กับเยาวชนด้วย

แต่น่าเสียดายที่ข้อเรียกร้องดังกล่าวไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นไปพูดคุยกันแม้แต่คำเดียว และก็ยังไม่มีท่าทีจากทางฝั่งบีอาร์เอ็นว่าจะช่วยกันยุติปัญหานี้!

ที่มา  ปกรณ์  พึ่งเนตร  ศูนย์ข่าวอิศรา

วันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

สแปอิง - มะแซ หลังม่านเจรจาป่วนหนัก


     ทีมข่าวความมั่นคง รายงานในการพูดคุยเพื่อสันติภาพ ระหว่างกลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็นกับตัวแทนรัฐบาลไทยตลอด ครั้งที่ผ่านมา    ยังมีคำถามกันอยู่ว่า นายฮัสซัน ตอยิบ แกนนำการเจรจาของกลุ่มบีอาร์เอ็น มีอำนาจสั่งการกลุ่มขบวนการได้หรือไม่เพียงใด ที่สำคัญคือสองแกนนำตัวจริงที่ได้รับการยอมรับอย่างสูง คือ นายสะแปอิง บาซอ และ นายมะแซ อุเซ็ง รับรองการเจรจาครั้งนี้หรือไม่  และแกนนำทั้งสองคนมีบทบาทแค่ไหน อย่างไร ในการเจรจา เพราะหากการเจรจาครั้งนี้ ไม่ได้รับรองจากแกนนำที่มีอำนาจสั่งการ และความน่าเชื่อถือจากแกนนำในพื้นที่จริง ปลายทางแห่งสันติภาพคงยากที่จะปรากฏให้เห็นในเร็ววัน  แหล่งข่าวความมั่นคงระดับสูงในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้  การันตีว่าการเจรจาครั้งนี้ทั้ง นายสะแปอิง และนายมะแซ  เป็นผู้ที่อยู่ "เบื้องหลัง" การเจรจาจริง  รวมทั้งยังอยู่เบื้องหลังการสั่งการให้ก่อเหตุรุนแรงรายวันในพื้นที่ด้วย  อย่างไรก็ตามทั้งสองได้เก็บงำความลับเกี่ยวกับสถานที่กบดานอยู่ในชั้นลับสุดยอด โดยมีข่าวมา ทาง ทางหนึ่ง  คือ หลบหนีอยู่ภายใน ประเทศมาเลเซีย และอีกทางหนึ่งมีข่าวว่าทั้งสองพำนักอยู่ในประเทศอินโดนีเซีย  สำหรับการสั่งการของแกนนำทั้งสองคน  จะกระทำผ่านมายังผู้นำกองกำลังทหารที่ฝังตัวอยู่ในพื้นที่  ปัจจุบันมีแกนนำคนสำคัญ คน คือ นายรุสดี ยี่งอ และ นายอิสมาแอ ระยะหลง  ซึ่งเป็นแกนนำหลักทางการทหาร โดยมีหน้าที่สั่งการต่อไปยังสมาชิกเครือข่ายปฏิบัติการและเตรียมกำลังเพื่อก่อเหตุรุนแรง ภารกิจหลักในปัจจุบันของกองกำลังในพื้นที่ จะเน้นหนักไปที่การโจมตีฐานปฏิบัติการของทหาร และตำรวจ  ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ล่อแหลมและเป็นจุดอ่อน  

          ส่วนสาเหตุที่แกนนำทั้งสองรายยังคงสั่งการให้กองกำลังในพื้นที่ พุ่งเป้าโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนผู้บริสุทธิ์  แม้จะมีการเผยแพร่ข้อตกลงเรื่องการลดการก่อเหตุรุนแรงในช่วงเดือน "รอมฎอน" ทางหน่วยงานความมั่นคงเชื่อว่า เป็นปฏิบัติการตอบโต้และกดดันรัฐบาลไทยที่ไม่ยอมรับ ข้อเสนอหลัก ที่นำเสนอโดย นายฮัสซัน ตอยิบ ลงในเว็บไซต์ยูทูบโดยเฉพาะข้อเสนอหลักเรื่องการถอนกำลังทหาร-ตำรวจ  ข้อเสนอเรื่องการปลดหมายจับผู้ต้องหาในกลุ่มขบวนการ และข้อเสนอเรื่องการขอ "ปกครองตนเอง" เมื่อรัฐบาลไทยไม่ยอมรับข้อเสนอ ทั้งยังไม่ยอมให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐสภาลงนามรับรองข้อเสนออย่างเป็นทางการ ดังนั้น การก่อเหตุรุนแรงเพื่อตอบโต้ และกดดันท่าทีของฝ่ายรัฐบาลไทยจึงเกิดขึ้นอย่างรุนแรง   และเชื่อว่าในเดือนรอมฎอนในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม เป็นต้นไป   สถานการณ์ความรุนแรงก็จะไม่ลดลง อย่างที่รัฐบาลไทยคาดหวังอย่างแน่นอน  

                การข่าวของฝ่ายความมั่นคงแจ้งเตือนว่า ในช่วงนี้แกนนำหลักทั้งสองคนได้สั่งการให้กองกำลังในพื้นที่ เตรียมก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยมีเป้าหมายใน จ.นราธิวาส ที่ อ.บาเจาะ และ อ.ศรีสาคร ใน จ.ยะลา ที่ อ.ยะหาและอ.บันนังสตา และใน จ.ปัตตานี ที่ อ.หนองจิก และ อ.ยะรัง  ทั้งนี้ สำหรับบทบาทการสั่งการอยู่เบื้องหลังการเจรจาครั้งที่ผ่านๆ มา ทั้ง นายสะแปอิง และนายมะแซ เป็นผู้สั่งการ และกำหนดเกมผ่านตัวเปิด คือ นายฮัสซัน ซึ่งประเด็นในการเจรจาทั้งหมด จะถูกกำหนดโดยแกนนำทั้งสองคนมาแล้วทั้งหมด  รวมทั้งการออกมาชิงการนำและกดดันรัฐบาลผ่านเว็บไซต์ยูทูบ หลังตัวแทนรัฐบาลไทยไม่ยอมรับข้อเสนอ ข้อที่นำเสนอบนโต๊ะเจรจา นอกจากนี้ในช่วงที่ผ่านมา พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ก็ยอมรับว่า การพูดคุยระหว่าง สมช.กับ บีอาร์เอ็น ทางนายสะแปอิง และนายมะแซ เป็นผู้คัดเลือกบุคคลเข้ามาเจรจาทั้งหมด รวมทั้งเงื่อนไข ข้อ ที่ส่งสัญญาณมาให้รัฐบาลไทยก่อนหน้านี้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดคำแปลเพื่อชี้แจงมายังรัฐบาลอีกครั้ง ขณะที่เป้าหมายของ บีอาร์เอ็น ยังวางไว้สูงและไม่ลดระดับลงจากการสถาปนา "รัฐปัตตานี" และหากสามารถเดินไปสู่บันไดขั้นที่  คือ  แบ่งแยกดินแดนหรือปกครองตนเองได้สำเร็จ ทางกลุ่ม  บีอาร์เอ็น ก็เตรียมที่จะแบ่งเค้กฟอร์มทีม "คณะผู้ปกครอง" ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่ามกลางความกระอักกระอ่วนใจของฝ่ายไทยที่เดินหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ลำบากเช่นทุกวันนี้

 เปิดปูม "สะแปอิง บาซอ"
 "นายสะแปอิง บาซอ"  มีฐานะตำแหน่งเป็นถึง "ครูใหญ่" แห่ง "โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ" ซึ่งเปิดสอนถึงขั้นอนุปริญญา ภายใต้การบริหารของ "นายสะแปอิง บาซอ" ชาวตำบลเมาะมาวี อ.ยะรัง จ.ปัตตานี อดีตกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลา สำหรับ "นายสะแปอิง บาซอ" จบการศึกษาด้านศาสนาจากเมืองมาดีนะห์ แห่งซาอุดีอาระเบีย ในยุคก่อนที่รัฐบาลซาอุดีอาระเบีย    จะปรับปรุงระบบการเรียนการสอนทางด้านศาสนา   ด้วยการหันไปยึดแนวทางของ  วาฮาบี "นายสะแปอิง บาซอ" เป็นแกนนำสำคัญของ "ขบวนการแบ่งแยกดินแดน บีอาร์เอ็น โคออดิเนต" มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบในภาคใต้หลายครั้ง นี่คือภาพลักษณ์ของ "โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ" และบทบาทของ "นายสะแปอิง บาซอ" ผู้นำพาโรงเรียนนี้สู่ความรุ่งเรือง เป็นบทบาทของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ที่วันนี้ถูกยกระดับให้แกนนำคนสำคัญของ ขบวนการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นแกนนำสำคัญระดับที่หน่วยงานของรัฐไทยเชื่อว่า ชายชื่อ "นายสะแปอิง บาซอ" ผู้นี้ คือว่าที่นายกรัฐมนตรีแห่งรัฐปัตตานี


เบื้องหลังนายมะแซ อุเซ็ง
นายมะแซ อุเซ็ง  มีภูมิลำเนาเดิมอยู่บ้านเลขที่ 33/1 ต.บูกิต อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ทั้งนี้ นายมะแซ เคยรับราชการเป็นทหารเกณฑ์ในค่ายเสนาณรงค์ สังกัด ร้อย.พัน.1  ระหว่างรับราชการทหารมีส่วนร่วมในการปราบปรามโจรจีนคอมมิวนิสต์ (จคม.) ในระหว่างปี 2522-2525 โดย นายมะแซ มีประวัติการฝึกการก่อวินาศกรรม และการรบแบบกองโจรจากโรงเรียนนายร้อยประเทศลิเบีย    จากนั้นในปี  2547  เกิดเหตุการณ์คนร้ายบุกปล้นปืนค่ายนราธิวาสราชนครินทร์ โดยเจ้าหน้าที่ทหารเข้าตรวจค้นบ้านพักของ นายมะแซ ซึ่งเป็นครูสอนศาสนาที่โรงเรียนสัมพันธ์วิทยา อ.เจาะไอร้อง   พบแผนการปฏิบัติการ ขั้นตอน   เพื่อการสถาปนารัฐปัตตานีและเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการ บีอาร์เอ็น อย่างไรก็ตาม นายมะแซ สามารถหลบหนีไปได้โดยหลบหนีข้ามแดนไปยังมาเลเซีย  โดยการช่วยเหลือของ นายเจ๊ะกูแม กูเต๊ะ ประธานขบวนการมูจาฮีดินอิสลามปัตตานี และเชื่อว่าเป็นผู้สั่งการกองกำลังกลุ่มบีอาร์เอ็น เพื่อก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้จนกระทั่งปัจจุบัน

ที่มา คมชัดลึกออนไลน์

วันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2556

BRN นักสู้ อาชญากรหรือผู้ก่อการร้าย

            สถานภาพใดที่ BRN ควรมี ? ยังคงเป็นคำถามที่ได้แย้งกันอยู่ องค์กรอิสระ (NGO) บางองค์กรสื่อภาพของคนกลุ่มนี้เป็นเหยื่อของเจ้าหน้าที่และวีรบุรุษในสายตาสมาชิกBRN แต่ในสายตาของประชาชนและชาวโลกแล้ว เป็นได้เพียงแค่อาชญากรและผู้ก่อการร้ายภายในประเทศเท่านั้น สมาชิกระดับปฏิบัติการของ BRN ที่เรียกตนเองว่า RKK ซึ่งอ้างตนว่าเป็นนักสู้ แต่อย่างไรก็ตามกิจกรรมความรุนแรงมากมายที่คนกลุ่มนี้เกี่ยวข้อง อาทิ การโจมตีเป้าหมายอ่อนแอ ได้แก่ พลเรือน พระสงฆ์ ครู รวมถึงเจ้าหน้าที่ทำให้สถานภาพของคนเหล่านี้ห่างไกลจากคำว่านักรบ  

ลอบวางระเบิดพระภิกษุขณะกำลังบิณฑบาต
         การฆ่าพระสงฆ์เป็นสิ่งที่แม้แต่อดีตแกนนำพลูโลยังต่อต้าน และกล่าวว่าเป็นเรื่องน่าอายและคาดไม่ถึงว่า ผกร.รุ่นใหม่จะคิดและทำ การฆ่านาวิกโยธินเมื่อปี 48 ที่ ต.ตันหยงลิมอ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเข้าข่าย การก่อการร้ายแบบลูกผสม กล่าวคือ สังหารพวกเดียวกันแล้วโยนความผิดให้เจ้าหน้าที่ เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อผู้ก่อเหตุรุนแรงกราดยิงร้านน้ำชาแล้วร้องตะโกนป่าวประกาศจนทั่วหมู่บ้านว่าเจ้าหน้าที่เป็นผู้ก่อเหตุ นาวิกโยธินผู้เคราะห์ร้ายเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ จึงถูกป้ายสีว่าเป็นมือปืน เจ้าหน้าที่ดังกล่าวถูกหยามเกียรติ โดยให้สตรีมุสลิมปัสสาวะรดใบหน้า ทรมานต่างๆ นานา เช่น นำรังมดแดงมาใส่บนร่ายกายและสังหารอย่างทารุณ สภาพศพทูกแทงด้วยเหล็กแหลมหลายที่ บริเวณข้อมือมีรอยฉีกขาดจนเห็นกระดูก หลักฐานทางการแพทย์ยืนยันว่าเกิดจากการดิ้นรนด้วยความเจ็บปวด ทำให้ข้อมือครูดกับพื้นอย่างแรงติดต่อกันหลายครั้ง

           มีการฆ่าครูซึ่งเป็นเป้าหมายอ่อนแอ ทั้งที่ครูทำหน้าที่ให้การศึกษาลูกหลานพี่น้องไทย จีน และมลายู โดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติศาสนา เหตุการ์ที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดคือ การฆ่าครูจูหลิง ปงกันมูล ครูฉัตรสุดา นิลสุวรรณ และครูชลธี เจริญชล ครูจูหลิงฯ ถูกกลุ่มสตรีมุสลิมจับเป็นตัวประกันเพื่อต่อรองให้ปล่อยสมาชิก RKK ที่ถูกจับ เนื่องจากภรรยาของ RKK รายนั้นได้ออกเสียงตามสายในหมู่บ้านว่าสามีซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์ถูกเจ้าหน้าที่จับกุม ต่อมากลุ่มวัยรุ่นได้เข้าไปในที่กักขังครูจูหลิงและทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนกรณีครูฉัตรสุดาฯ เสียชีวิตขณะตั้งครรภ์ เหตุการณ์เกิดปี 56 ที่ อ.เจาะไอร้อง นราธิวาส จากคำสารภาพของผู้ต้องหาได้ใช้ปืนสั้นขนาด .22 มม. ยิงเข้าที่กลางหน้าอกผู้ตายจนรถเสียหลัก แต่ยังไม่เสียชีวิตทันที ครูฉัตรสุดาฯ พยายามเอาชีวิตรอดโดยคลานหนี ผู้ก่อเหตุรุนแรงจึงหยุดรถจักรยานยนต์แล้วเข้ายิงซ้ำจนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ เห็นได้ว่าเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจ มิใช่การกระทำของนักรบอย่างที่ประกาศตัว 

ยิงครูเสียชีวิตขณะรับประทานอาหารในโรงเรียน
 ส่วนการเสียชีวิตของครูชลธีฯ เสียชีวิตเนื่องจากพยายามเกลี้ยกล่อมให้ลูกศิษย์ที่เข้าร่วมขบวน การยุติการต่อสู้โดยใช้อาวุธและเข้ามอบตัว สร้างความไม่พอใจให้กับขบวนการจนถูกขู่เตือนหลายครั้งก่อนถูกสังหารและโจรกรรมรถยนต์ โดยค้นหากุญแจจากศพอย่างใจเย็น การฆ่ากรณีนี้หวังผลให้เกิดความเกลียดชังระหว่างพี่น้องไทย – พุทธและมลายู – มุสลิม รวมทั้งสร้างอคติระหว่างเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่ 

       นอกจากเจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติยังมีการสังหาร จนท.ระดับสูง เช่น การสังหารผู้พิพากษารพินทร์ เรือนแก้ว เมื่อปี 47 กลางใจเมืองปัตตานี ขณะรถติดไฟแดงในเวลากลางวันต่อหน้าแม่ของผู้ตาย และกรณีล่าสุดคือ รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ซึ่งเสียชีวิตขณะเดินทางไปร่วมงานเทศกาลไก่เบตงเพื่อเป็นการสนับสนุนการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของเบตง

          การฆ่ายกครัวพี่น้องไทย – พุทธ ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เมื่อปี 53 ราษฎรชาวไทยอีสานได้ย้ายถิ่นฐานเข้ามาซื้อสวนยางที่ บ.ฮแตยือลอ ต.บาเระใต้ อ.บาเจาะ นราธิวาส และประกอบอาชีพด้วยความขยันขันแข็ง ครอบครัวประกอบด้วย พ่อ แม่ ตา ยายและลูกชายหญิง 2 คน จำนวน 6 คน ทั้งหมดถูกบังคับให้นั่งคุกเข่าแล้วจ่อยิงที่ศรีษะทีละคน ยายก้มลงกราบเพื่อขอขีวิตและตายในท่ากราบ เด็ก 2 คนใช้ช่วงเวลาจ่อยิงวิ่งหนีจากที่เกิดเหตุมาขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านซึ่งได้นำเด็กไปซ่อนในตู้เสื้อผ้าทำให้รอดชีวิต หลังจากผู้ก่อเหตุตามมาตรวจค้นในบ้านเพื่อนบ้าน เมื่อสังหารครอบครัวดังกล่าวแล้วคนร้ายได้จุดไฟเผาบ้าน ผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ดังกล่าวคือ นายมะรอโซ จันทรวดี ขณะนี้เด็กทั้งคู่ได้เดินทางออกนอก 3 จังหวัดชายแดน ไปพักพิงกับญาติและไม่กล้ากลับเข้าพื้นที่อีก การฆ่าล้างครัวเช่นนี้มีเจตนาเพื่อให้เกิดความเกรงกลัวในหมู่พี่น้องไทย-พุทธ เป็นการบังคับให้ต้องละทิ้งถิ่นที่อยู่ แม้ว่าประชาชนเหล่านี้จะมีสิทธิและความชอบธรรมในการยึดครองกรรมสิทธิ์ที่ดินก็ตาม ขบวนการจึงอยู่ในสถานภาพอาชญากรและผู้ก่อการร้ายในประเทศ มิใช่นักรบหรือผู้เคลื่อนไหวทางการเมือง 

      จากประจักษ์พยานหลักฐานและความรุนแรงที่เกิดขึ้นเพื่อหวังทำลายชีวิตและบรรยากาศความสงบสุขสามารถสรุปได้ว่าผู้ก่อเหตุรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดน มีสถานภาพเป็นได้แค่เพียงอาชญากรและผู้ก่อการร้ายภายในประเทศเท่านั้น แม้จะมีความพยายามนำเสนอภาพบุคคลเหล่านี้ในฐานะนักสู้หรือวีรบุรุษก็ตาม 

ซอเก๊าะ นิรนาม

วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556

โต๊ะสันติภาพไทย-BRN เห็นร่วมลดเหตุรุนแรงเดือนรอมฏอน

เลขา สมช.เผยผลการพูดคุยสันติภาพไทย-BRN ราบรื่น ทั้ง 2ฝ่ายเห็นร่วมลดเหตุรุนแรงช่วงเดือนรอมฏอน ให้แต่ละฝ่ายเสนอมาตรการที่ชัดเจน ยัน ‘ปกครองพิเศษ’ เป็นเรื่องปลายทาง ยังไม่ถึงเวลาคุย


เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.56 เวลา 21.30 น. (ตามเวลาในประเทศมาเลเซีย) ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล (INTERCONTINENTAL) กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เปิดเผยภายหลังเสร็จสิ้นการพูดคุยสันติภาพกับกลุ่มแกนนำบีอาร์เอ็นว่า บรรยากาศในการพูดคุยเป็นไปอย่างดีมาก ราบรื่น ได้รับความร่วมมือร่วมใจในการแก้ปัญหา

พล.ท.ภราดร เปิดเผยว่า ประเด็นหลักๆ ที่มีการพูดคุยคือ เรื่องที่ทางบีอาร์เอ็นมีข้อเรียกร้อง 5 ข้อ จึงได้ชี้แจงไปถึงการดำเนินการสืบสภาพข้อเท็จจริง แสวงหาคำตอบของ 5 ข้อนั้น และปัญหาที่ยังไม่สามารถตอบคำถามได้ เพราะความชัดเจนของข้อเรียกร้องที่เป็นภาษาต่างๆ ยังไม่ชัดเจน ซึ่งทางขบวนการรับข้อนี้ไป เพื่อที่จะส่งรายละเอียดชี้แจงแถลงไขของเนื้อหา 5 ข้อ ให้มีความชัดเจนก่อนเดือนรอมฎอน มาให้คณะฝ่ายไทยเพื่อที่จะทำความเข้าใจ และแสวงหาคำตอบร่วมกันต่อไป

พล.ท.ภราดร เปิดเผยว่า ประเด็นที่สอง คือเรื่องลดเหตุความรุนแรง ได้เห็นพ้องต้องกันว่า ในเดือนรอมฎอน ซึ่งเป็นเดือนถือศีลอดนของชาวมุสลิมจะลดเหตุความรุนแรง ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะกลับไปเตรียมมาตรการเพื่อมาเสนอร่วมกันว่าจะดำเนินการอย่างไรในช่วงเดือนรอมฎอน

“ขั้นตอนคือ จะให้ศอ.บต.(ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้) ดำเนินการไปให้ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน เพื่อให้ได้คำตอบมาในระดับหนึ่ง ซึ่งอาจจะต้องใช้ระยะเวลาระยะหนึ่ง แต่จะรีบดำเนินการ เพราะอย่างน้อยควรจะมีคำตอบในชั้นต้นซึ่งกันและกัน” พล.ท.ภราดร กล่าว

พล.ท.ภราดร เปิดเผยว่า สำหรับเดือนรอมฎอนเป็นเดือนสำคัญ เป็นเดือนแห่งความประเสริฐ จึงเป็นคำตอบร่วมกันว่าในเดือนนี้ จะเป็นรูปธรรมในการลดเหตุความรุนแรง และได้มีการนัดพูดคุยอีกครั้งหลังเดือนรอมฎอน แต่ยังไม่กำหนดวันที่ชัดเจน โดยฝ่ายมาเลเซียเป็นผู้ประสานงาน

“การพูดคุยในครั้งนี้เมื่อเทียบกับ 2 ครั้งที่ผ่านมา ถือว่ามีความคืบหน้าสูง มีตัวชี้วัดว่าจะลดความรุนแรงก็คือเดือนรอมฎอน โดยให้ทั้งสองฝ่ายเสนอมาตรการมาว่า ฝ่ายเราจะลดการปฏิบัติการอย่างไร ฝ่ายขบวนการจะลดการปฏิบัติการอย่างไร แต่แน่นอนว่ามาตรการในการรักษาความปลอดภัยให้พี่น้องประชาชนก็คงต้องมีอยู่ ซึ่งมาตรการฝ่ายเราท่านแม่ทัพภาค 4 มีแผนเตรียมเอาไว้แล้ว” พล.ท.ภราดร กล่าว

พล.ท.ภราดร กล่าวด้วยว่า เป้าหมายของเดือนรอมฎอนก็คือจะต้องไม่มีเหตุ แต่ถ้ามีเหตุเกิดขึ้น ก็จะต้องไปลงลึกว่า มูลเหตุจากเรื่องใด เพราะมีการสื่อสารร่วมกันแล้วว่าจะลดเหตุรุนแรง ส่วนมาตรการฝ่ายเจ้าหน้าที่นั้น ในช่วงเดือนรอมฎอนก็คงจะต้องเพลาลงหรือหยุดลงไป แต่มาตรการในการรักษาความปลอดภัยพี่น้องประชาชน สถานที่ต่างๆก็ยังคงมีอยู่ ไม่ได้หยุดไปทุกอย่าง

หลังจากการแถลงข่าว พล.ท.ภราดร ได้นำแถลงการณ์ร่วมหลังการพูดคุยกับกลุ่มบีอาร์เอ็น มาเปิดให้บรรดาสื่อมวลชนดู โดยมีเนื้อหาดังนี้

การประชุมหารือเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2556 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย คณะผู้เข้าร่วมฝ่ายไทย นำโดย พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ประเทศไทย และฝ่ายบีอาร์เอ็น นำโดยอุสตาซฮาซัน ตอยิบ หัวหน้าสำนักงานประสานงานต่างประเทศของกลุ่มบีอาร์เอ็นในมาเลเซีย โดยมีดาโต๊ะ ซรี อาหมัด ซัมซามิน ฮาซิม ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการหารือ ในฐานะตัวแทนของรัฐบาลมาเลเซีย

ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงในหลักการเพื่อลดเหตุการณ์ความรุนแรงตลอดเดือนรอมฏอนอันประเสริฐ เพื่อให้ประชาชนได้รับความปลอดภัย ทั้งนี้ สอดคล้องกับคุณค่าอันประเสริฐของเดือนรอมฏอน และเพื่อเป็นการแสดงออกถึงความจริงใจ ความตั้งใจ และความเชื่อถือของทั้งสองฝ่าย ในส่วนของรายละเอียดเกี่ยวกับเงื่อนไขต่างๆ เพื่อบรรลุถึงเป้าหมายในการสร้างพื้นที่ให้ปลอดจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยตลอดเดือนรอมฏอน ทั้งสองฝ่ายจะได้นำเสนอรูปแบบและวิธีการในเวลาอันใกล้นี้

ฝ่ายบีอาร์เอ็นจะส่งคำอธิบายอย่างละเอียดเกี่ยวกับข้อเสนอ 5 ข้อ ตามที่ได้มอบให้ฝ่ายไทยแล้ว หลังจากที่ได้คำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวจากฝ่ายบีอาร์เอ็นแล้ว ฝ่ายไทยรับที่จะตัดเตรียมข้อมูลป้อนกลับเสนอไปยังฝ่ายบีอาร์เอ็น ผ่านผู้อำนวยความสะดวกในโอกาสแรกต่อไป

การประชุมหารือเพื่อสันติภาพครั้งที่ 4 นี้ ได้ดำเนินการท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นมิตร และได้ดำเนินไปอย่างสร้างสรรค์ทั้งสองฝ่ายได้แสดงถึงความรับผิดชอบร่วมกัน ที่มีต่อกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ เพื่อความก้าวหน้าในอนาคต

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะให้มีการพูดคุยครั้งต่อไปหลังจากเดือนรอมฎอน



ยันยังไม่ถึงเวลาคุย ‘ปกครองพิเศษ’

ก่อนหน้านี้ในช่วงเช้าวันเดียวกัน (13 มิ.ย.56) ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียว่า คณะพูดคุยเพื่อสันติภาพฝ่ายไทยนำโดย พล.ท.ภราดร ได้ร่วมประชุมคณะฝ่ายไทยที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเน็นต้อล เพื่อเตรียมความพร้อมในการพูดคุยเพื่อสันติภาพกับคณะผู้แทนฝ่ายขบวนการบีอาร์เอ็น (BRN) ที่จะมีขึ้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 15 คน

โดยประชุมเสร็จในเวลาประมาณ 10.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือ 09.30 น.ตามเวลาไทย จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ของมาเลเซียนำคณะผู้แทนฝ่ายไทยออกเดินทางไปร่วมพูดคุยกับฝ่ายบีอาร์เอ็นทันที ซึ่งเป็นสถานที่ลับห้ามผู้สื่อข่าวติดตามไปด้วย

พล.ท.ภราดร ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้มีการประมวลข้อมูลต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมในการพูดคุยกับฝ่ายบีอาร์เอ็น โดยมีสัญญาณบวกหลายอย่างระหว่างการเตรียมตัว คาดว่าจะได้ผลคืบหน้าบางอย่างที่เป็นรูปธรรมจากทั้งสองฝ่ายหลังการพูดคุยเพื่อสันติภาพในวันนี้

พล.ท.ภราดร กล่าวว่า ในการพูดคุยกับฝ่ายบีอาร์เอ็น ฝ่ายไทยต้องการที่จะให้มีความคืบหน้าอย่างชัดเจนในเรื่องของการลดเหตุรุนแรงในพื้นที่ โดยจะนำผลการสำรวจความเห็นและการจัดเวทีต่างๆในพื้นที่มายืนยัน เนื่องจากเป็นข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่สะท้อนความต้องการของคนในพื้นที่

ส่วนข้อเสนอที่ให้ลดการก่อเหตุรุนแรงในช่วงเดือนรอมฎอนซึ่งเป็นเดือนถือศีลอดของชาวมุสลิมนั้น พล.ท.ภราดร กล่าวว่า เป็นข้อเสนอแนะจากพื้นที่ ซึ่งจะนำเสนอในการพูดคุยครั้งนี้ด้วย

ส่วนข้อเสนอ 5 ข้อของฝ่ายบีอาร์เอ็นนั้น พล.ท.ภราดร กล่าวว่า คาดว่าฝ่ายบีอาร์เอ็นจะหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาคุยด้วย ซึ่งฝ่ายไทยจะต้องถามให้ชัดเจนว่า แต่ละข้อมีความหมายว่าอย่างไร

ส่วนเรื่องเขตปกครองพิเศษนั้น พล.ท.ภราดร กล่าวว่า การปกครองพิเศษเป็นเรื่องปลายทาง ยังไม่น่าจะถึงเวลาที่จะคุยเรื่องนี้ ประเด็นหลักๆ วันนี้ จะเป็นเรื่องของการลดเหตุรุนแรง

พล.ท.ภราดร ยังได้ตอบคำถามในประเด็นที่จะพูดคุยเรื่องการตั้งกลไกการตรวจสอบเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ด้วยหรือไม่ ว่า ประเด็นหลักๆ ของการพูดคุยในวันนี้ คือต้องให้ชัดเจนเป็นรูปธรรมในเรื่องของการลดเหตุรุนแรงในพื้นที่

ส่วนผลสำรวจของสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ที่ออกมาว่า ประชาชนในพื้นที่ต้องการให้แก้ปัญหายาเสพติดสูงมากด้วยนั้น พล.ท.ภราดร กล่าวว่า ก็จะต้องนำไปพูดคุยด้วย เนื่องจากเป็นความต้องการของคนในพื้นที่

ส่วนผู้ที่จะร่วมคณะพูดคุยในครั้งนี้ พล.ท.ภารดร กล่าวว่า ยังอยู่ในกระอบเดิมคือ ไม่เกินฝ่ายละ 15 คน

ทั้งนี้มีรายงานว่า ผู้ที่จะเข้าร่วมโต๊ะพูดคุยสันติภาพครั้งนี้ มีทั้งหมด 10 คน ประกอบด้วย พล.ท.ภราดร ในฐานะหัวหน้าคณะ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก รองปลัดกระทรวงกลาโหม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) พล.อ.สำเร็จ ศรีหร่าย ที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม

พล.ต.ท.สฤษฎ์ชัย เอนกเวียง ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล (ผบช.ส.) พล.ต.นักรบ บุญบัวทอง รองผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 5 (รอง ผอ.ศปป.5) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) นายประมุข ลมุล ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี

ดร.มะรอนิง สาลามิง รองเลขาธิการ ศอ.บต. ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ และนายอาซิส เบ็ญหาวัน ประธานสภาที่ปรึกษาเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ พล.ต.ชรินทร์ อมรแก้ว เสนาธิการกองทัพภาคที่ 4

วันจันทร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2556

5 ข้อเสนอบีอาร์เอ็น เส้นทางสู่สันติภาพหรืออหังการโจรใต้


      พลันที่การเริ่มใช้แนวทางสันติวิธีโดยการพูดคุยสันติภาพระหว่าง สมช. และผู้แทนขบวนการบีอาร์เอ็นโดยมีมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก เริ่มขึ้นครั้งแรกเมื่อ 28 ก.พ.56 กระแสวิพากษ์ถึงความเป็นไปได้ที่จะนำความสงบสุขกลับมาสู่ภาคใต้ของประเทศไทย โดยเฉพาะความหวังในการใช้ชีวิตแบบปกติสุขของพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการก่อเหตุรุนแรงที่ยื้ดเยื้อมาถึง 9 ปี พร้อมด้วยหลายพันชีวิตที่ต้องบาดเจ็บและเสียชีวิตไปก็เริ่มต้นขึ้น แต่ถึงวันนี้การพูดคุยสันติภาพผ่านไปแล้วถึง 3 ครั้ง  เค้าลางแห่งสันติภาพที่หลายฝ่ายคาดหวังยังคงไม่ปรากฏแต่อย่างใด  ตรงกันข้ามการเรียกร้องซึ่งฝ่ายบีอาร์เอ็นใช้คำว่า “ข้อเสนอ” กลับเป็นเหมือนสิ่งฉุดรั้งไม่ให้กระบวนการนี้บรรลุวัตถุประสงค์ของทั้ง 2 ฝ่ายได้

          ด้วยข้อเสนอทั้ง 5 ข้อที่ฝ่ายขบวนการเสนอต่อรัฐบาลไทยนั้น หลายฝ่ายทั้งนักวิชาการในและนอกพื้นที่ ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชนหรือแม้แต่การพูดคุยในร้านน้ำชายังคงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเป็นไปไม่ได้ในหลายประเด็น โดยเฉพาะข้อเสนอข้อ 4 ให้ปล่อยตัวแนวร่วมที่ถูกคุมขังโดยไม่มีเงื่อนไข  เพราะนอกจากจะขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนแล้วยังขัดต่อความรู้สึกของประชาชนซึ่งเป็นผู้สูญเสียด้วย

          ลองจินตนาการดูซิว่า คนที่ฆ่าพ่อแม่พี่น้องของประชาชนในพื้นที่ สร้างความสูญเสียให้กับบ้านเมืองอย่างสุดประมาณ แทนที่จะต้องชดใช้กรรมที่เขาเหล่านั้นได้กระทำอย่างเลวทรามไว้  แต่สามารถรอดพ้นอาญาบ้านเมืองเหมือนไม่ได้เคยกระทำผิด  ประชาชนผู้สูญเสียเหล่านั้นจะมีความรู้สึกอย่างไร สภาพจิตวิทยาสังคมจะย่ำแย่ขนาดไหน  สำคัญที่สุดไม่ว่าอาชญากรเหล่านี้จะกระทำด้วยอุดมการณ์ตามที่กล่าวอ้างหรือด้วยเหตุผลใดๆ แต่สิ่งที่กลุ่มขบวนการนี้ได้กระทำคือผู้สังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์

          ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องคงรับรู้จากการแสดงทัศนะของส่วนต่างๆ ได้จากการนำเสนอของทั้งสื่อกระแสหลักและสื่อทางเลือกว่าไม่มีใครเห็นด้วย เพราะแม้แต่สื่อที่มีพฤติกรรมสนับสนุนฝ่ายขบวนการเองก็ยังแสดงความเห็นแบบแบ่งรับแบ่งสู้

          การชิงความได้เปรียบอย่างน่ารังเกียจของขบวนการก่อนการพูดคุยในวันที่ 13 มิ.ย.56 โดยผู้แทนขบวนการได้เผยแพร่คลิปวีดีโอผ่านเว็ปไซต์ยูทูปติดต่อกันหลายตอน ดูจะยืนยันความไม่จริงใจในการแก้ปัญหาร่วมกันของขบวนการได้เป็นอย่างดี  สิ่งที่ชี้ชัดคือการพูดคุยที่เกิดขึ้นนี้มีข้อตกลงร่วมกันว่าจะต้องใช้การพูดคุยบนโต๊ะตามกระบวนการที่จัดวางไว้เท่านั้น  แต่ขบวนการกลับใช้วิธีเปิดเผยผ่านสื่อด้วยข้อมูลหลักคือ ย้ำความต้องการในข้อเสนอ 5 ข้อ และกล่าวหาว่ารัฐบาลไทยเกี่ยวข้องกับเหตุรุนแรงในพื้นที่โดยเฉพาะการยิง 6 ศพที่ปัตตานี สิ่งนี้ชี้ชัดถึงความไม่จริงใจใน 2 ประเด็น

          ประเด็นแรกข้อเสนอทั้ง 5 ข้อของขบวนการไม่มีข้อใดเลยที่กล่าวถึงแนวทางในการลดการใช้ความรุนแรงการหยุดก่อเหตุร้ายที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน  ทั้งๆ ที่ขบวนการเองเป็นฝ่ายกระทำมาอย่างต่อเนื่อง  ตรงกันข้ามกลับเร่งเพิ่มความถี่ในการก่อเหตุมากขึ้น เพื่อกดดันฝ่ายรัฐบาลให้ยอมรับข้อเสนอที่นอกจากไม่มีใครเห็นด้วยแล้วยังเอื้อประโยชน์ให้กับขบวนการและแนวร่วมเพียงฝ่ายเดียว และที่น่าจะเข้าตัวผู้แถลงคือนายฮาซัน ตอยิบ กรณีกล่าวว่ากระบวนการสันติภาพควรเป็นวาระแห่งชาติ ไม่ใช่เครื่องมือเพื่อล้างบาปหรือความโลภของคนใดคนหนึ่ง  แล้วข้อเสนอข้อที่ 4 มิใช่เครื่องมือล้างบาปให้กับกลุ่มขบวนการหรือ นี่แสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจในการแก้ปัญหาร่วมกันอย่างแท้จริง

          ประเด็นที่สอง ความพยายามในการบิดเบือนข้อมูลการก่อเหตุผ่านโซเซียลมีเดียเพื่อสร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาคมโลก เช่น กรณียิง 6 ศพ ก็ปรากฏชัดเจนแล้วว่าอาวุธที่คนร้ายใช้นั้นมีหลักฐานการเชื่อมโยงคดีโดยเฉพาะกระสุนและปลอกกระสุน พบว่าปืนที่ใช้จำนวน 1 กระบอก  มีหลักฐานปรากฎเคยใช้ก่อเหตุมาแล้วหลายครั้ง รวมถึงการใช้ยิงนายยะโก๊ป  หร่ายมณี โต๊ะอิหม่ามมัสยิดกลางจังหวัดปัตตานีและบุตรสาว เมื่อ 11 ต.ค.53  รวมทั้ง 6 ศพล่าสุดซึ่งมีเด็กอายุเพียง 2 ขวบเสียชีวิตอย่างโหดเหี้ยม  ดังนั้นการกล่าวในลักษณะข่มขู่ตอบโต้ กล่าวหารัฐไทยว่าใช้ความรุนแรงกับประชาชนปาตานี จึงเป็นเพียงต้องการบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อยกระดับกลุ่มของตนให้ได้รับการยอมรับเท่านั้น  ซึ่งในความเป็นจริงขบวนการบีอาร์เอ็นและกลุ่มอื่นๆ ที่ไม่สามารถควบคุมได้ด้วยความแตกแยกภายในขบวนการนั้นเองที่เป็นฝ่ายใช้ความรุนแรงโดยไม่เลือกเป้าหมายมาโดยตลอด


          จากบทเรียนการแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งร่วมกันที่เกิดขึ้นหลายพื้นที่ในโลกนั้นบางแห่งต้องใช้เวลายาวนาน และด้วยความจริงที่ว่าการพูดคุยเพื่อสร้างสันติภาพในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและคงต้องใช้เวลาอีกพอสมควร  ซึ่งยังไม่แน่ว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้ทั้งสองฝ่ายหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ การใช้วิธีเยี่ยงผู้มากด้วยเล่ห์กลของผู้แทนขบวนการบีอาร์เอ็น

  ด้วยข้อเสนอที่เห็นแก่ตัวและการกล่าวหาโดยให้ข้อมูลด้านเดียวย่อมมิใช่วิถีของผู้ต้องการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีของผู้ที่เจริญแล้ว  หากแต่เป็นการแสดงออกถึงความแข็งกร้าวไม่ใช้กระบวนการพูดคุยอย่างถูกต้อง  บทบาทและการกระทำของบีอาร์เอ็นวันนี้จึงไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นความพยายามในการสร้างสันติภาพ แต่เป็นความอหังการชอบใช้ความรุนแรงโดยไม่คำนึงถึงประชาชนที่ต้องบาดเจ็บล้มตายมากกว่า

วันจันทร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ปราบโจรใต้ต้องเด็ดขาด


  

           โจรใต้เหิมเกริมขึ้นเรื่อย ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 5,469 ราย และบาดเจ็บอีก 9,653 ราย {1} รัฐบาลใช้เงินแก้ปัญหาไปถึง 145,000 ล้านบาท ณ ปี 2554 {2} เมื่อถึงสิ้นปี 2555 อาจใช้เงินถึง 200,000 ล้านบาท จะแก้ปัญหาโจรใต้อย่างไรดี

          ปัญหาโจรใต้มองได้ในหลายแง่มุม บ้างก็ว่าเป็นปัญหาเชื้อชาติและศาสนา แต่ในประวัติศาสตร์พื้นที่นี้ก็ไม่มีใครผูกขาด เปลี่ยนคนเปลี่ยนศาสนามาหลายครั้งแล้ว ประเทศไทยก็ไม่มีปัญหารุนแรงทางเชื้อชาติ ศาสนาเช่นที่เกิดขึ้นในมาเลเซียหรืออินโดนีเซียที่กดขี่ เข่นฆ่าและขูดรีดคนจีนและคนฮินดู นอกจากนี้หลายคนยังตั้งข้อสังเกตว่าปัญหานี้แก้ไม่ตกก็เพราะการ “เลี้ยงไข้” คือพยายามให้ปัญหาคงอยู่นานๆ เพื่อกอบโกยงบประมาณแผ่นดินเข้าตัว ฯลฯ

          แต่เศรษฐกิจก็เป็นแง่มุมหนึ่งที่พึงพิจารณา มาเลเซียมีรายได้ประชาชาติต่อหัวสูงกว่าไทยถึงเกือบเท่าตัว ในสมัยที่ไทยมีฐานะดีกว่า ตนกู อับดุล ระห์มัน อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ยังเคยมาศึกษาที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ {3}  ถ้ามาเลเซียจนเช่นพม่า ลาว กัมพูชา ปัญหาคงไม่เกิด ชาวมาเลย์คงเต็มใจอยู่และทำงานในไทยเช่นแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านอื่น

          ทางออกของปัญหาโจรใต้ก็มองได้ในหลายแง่มุม บางท่านไม่เห็นด้วยกับการปราบปรามเพราะเกรงปัญหาลุกลาม กลัวละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่ประสบการณ์ทั่วโลกชี้ว่าการปราบเป็นแนวทางหลักในการแก้ปัญหา
          1. กรณีกบฎอาเจะห์ ชาวอาเจะห์เคยเป็นอิสระและสมัครใจรวมกับอินโดนีเซียในปี พ.ศ.2502 แต่พอต้องการแยกตัว ซึ่งพวกเขามีความชอบธรรมที่จะทำเช่นนั้น อินโดนีเซียกลับไม่ยอม ส่งทหารเข้าปราบปรามจนมีผู้เสียชีวิต 15,000 คน หลายคนเข้าใจผิดว่ากบฏอาเจะห์สงบลงเพราะการเจรจาและการล้างปัญหาโดยสึนามิ แต่ในความเป็นจริงปรากฏว่า ในช่วงปี พ.ศ.2545-2547 กบฎถูกปราบหนักจนแทบราบคาบ ผู้นำใหญ่เสียชีวิต และพอเกิดสึนามิเมื่อปลายปี พ.ศ.2547 ที่ทำให้ประชาชนเสียชีวิตไปราว 200,000 คนจาก 4,400,000 คน ไฟกบฎก็มอดสนิทในที่สุด {4}
          2. กรณีกบฎพยัคฆ์ทมิฬอีแลม ซึ่งต่อสู้กันมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2526 ระหว่างชาวทมิฬผู้นับถือศาสนาฮินดูกับชาวสิงหลผู้นับถือศาสนาพุทธจนลุกลามเข้ากรุงโคลอมโบ มีอยู่ช่วงหนึ่งตำรวจต้องถือปืนกลคอยตรวจตราตามสี่แยกเพราะอาจถูกโจมตีได้ตลอดเวลา สนามบินก็ปิดในช่วงค่ำด้วยฝ่ายกบฏซึ่งมีสนามบินของตนเอง อาจใช้ความมืดลอบบินมาถล่มได้ มีการเจรจาสงบศึกในประเทศไทย 2-3 หน แต่ในที่สุดรัฐบาลศรีลังกาก็ส่งทหารเข้าปราบเด็ดขาด หัวหน้ากบฎและพลพรรคถูกปลิดชีพเป็นจำนวนมาก ในครั้งนั้นองค์การสหประชาชาติ “เต้น” อยู่พักหนึ่ง หาว่า “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” แต่ก็เงียบไปและศรีลังกาก็คืนสู่ความสงบในที่สุด {5}
          3. กรณีคอมมิวนิสต์ไทย นับแต่การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธในปี พ.ศ.2508 คอมมิวนิสต์ไทยก็ขยายตัวต่อเนื่อง ยิ่งเกิดกรณีการปราบปรามนักศึกษาในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ก็ยิ่งทำให้มีแนวร่วมเพิ่มขึ้น แต่ไม่กี่ปีต่อมาการต่อสู้ก็จบสิ้นลง หลายคนเข้าใจว่าความสงบเกิดจากนโยบาย 66/2523 {6} ที่ประนีประนอม แต่ความจริงคอมมิวนิสต์ไทยหมดโอกาสชนะแล้วเพราะเกิดความขัดแย้งในหมู่ประเทศสังคมนิยม และรัฐบาลไทยยังสามารถเจรจากับรัฐบาลจีนได้สำเร็จ ดังนั้นพวกเขาจึงยอมวางอาวุธในที่สุด

          ต่อกรณีโจรใต้ของไทย การใช้ไม้นวม-เจรจาเป็นสิ่งที่ควรดำเนินการ แต่อย่าไปหลงใหลเพราะเป็นการซื้อเวลาบ่มเพาะโจรให้เติบใหญ่ คนไทยต้องสามัคคีกันให้เกิดพลังเข้มแข็ง หากอ่อนแอตีกันเอง ก็จะเกิดการแยกตัวเช่นกรณีรัสเซีย หรือยูโกสลาเวีย หากจีนอ่อนแอ ป่านนี้คงมีการแยกเป็นประเทศทิเบต ซินเกียง หรือมองโกเลียในไปแล้ว

        ในปัจจุบันประเทศตะวันออกกลาง ก็ไม่ได้มีเอกภาพเช่นแต่ก่อน ไม่ได้ส่งเสริมการก่อการร้ายเช่นพวกผู้เผด็จการเดิม และต่างพยายาม “กวาดบ้านตนเอง” มากกว่าที่จะมาแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น ดังนั้นประเทศไทยจึงต้องปราบโจรใต้อย่างเด็ดขาด แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจริงจังกับการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์ ทำให้อริราชศัตรูเพื่อนบ้านที่หนุนหลังโจรใต้ครั่นคร้าม ไม่กล้าเสี่ยงกับสงครามโดยไม่จำเป็น และทำให้โจรใต้หมดไปในที่สุด

          อย่าให้ใครมาแบ่งแยก ทุกเชื้อชาติศาสนาสามารถอยู่ร่วมกันได้ใต้ร่มธงไทย

วันอังคารที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เงาแห่งสันติภาพที่เลือนลางกับข้อต่อรองที่มืดมน อาชญากรก็คืออาชญากร




  แล้วความเคลือบแคลงใจของหลายฝ่ายเกี่ยวกับบทบาทท่าทีและความจริงใจของผู้แทนขบวนการบีอาร์เอ็นก็ปรากฏชัดและแสดงให้เห็นถึงความต้องการที่แท้จริงซึ่งแอบแฝงอยู่ภายใต้วาทะกรรม “สันติสนทนา” ด้วยเกมส์รุกที่เหนือชั้นของฮาซัน ตอยิบ และอับดุลการิม คอลิบ ผู้แทนบีอาร์เอ็นซึ่งได้แถลงข้อเสนอ 5 ข้อเผยแพร่ผ่านยูทูบก่อนวันที่จะมีการพูดคุยรอบที่ 3 เพียง 1 วัน  แน่นอนว่าด้วยข้อเสนอทั้ง 5 นั้น ได้สร้างกระแสความไม่เห็นด้วยและได้รับการปฏิเสธจากหลายฝ่าย  ขณะที่ระดับนโยบายรวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเจรจาไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธอย่างชัดเจน

  ตามมาด้วยกระแสวิพากษ์แสดงทัศนะของนักวิชาการอีกหลายท่าน โดยเฉพาะท่านที่มีบทบาทชี้นำความเป็นไปในพื้นที่ทั้งที่เกี่ยวข้องโดยเป็นนักวิชาการที่มีเชื้อสายมลายูและส่วนที่อยู่ในสถาบันส่วนกลาง  จากน้ำเสียงของท่านเหล่านั้นล้วนแล้วแต่ได้แสดงทัศนะในเชิงสร้างสรรค์ พร้อมชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้อย่างมีนัยสำคัญที่น่าสนใจ  ภายใต้ความมุ่งหวังเดียวกันคือ ร่วมกันแสวงหาทางออกด้วยแนวทางสันติเพื่อให้ปัญหาที่ยื้ดเยื้อมานานจบลงโดยเร็ว
  
  ข้อเสนอทั้งข้อเริ่มตั้งแต่ให้ยอมรับประเทศมาเลเซียเป็นคนกลางในการเจรจา (ซึ่งจริงๆเวลานี้ต้องเรียกว่าพูดคุย)  การให้มีพยานจากอาเซียน องค์การความร่วมมืออิสลามหรือเอ็นจีโอเข้ามาร่วมพูดคุย รวมถึงการที่ฝ่ายไทยต้องยอมรับว่าบีอาร์เอ็นไม่ใช่ขบวนการแบ่งแยกแต่เป็นขบวนการปลดปล่อยชาวปาตานีนั้น  หากพิจารณาถึงสาระแล้วไม่ใช่เรื่องใหญ่หากทั้งสองฝ่ายมีความจริงใจที่จะสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นร่วมกันโดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก  เพราะในทุกเวทีที่มีการเจรจาเพื่อสันติภาพในประเด็นความขัดแย้งใดๆ ก็จำเป็นที่จะต้องมีองค์ประกอบเหล่านี้เพื่อให้เกิดความพึงพอใจร่วมกันของคู่เจรจา แม้ว่าเจตนาของบีอาร์เอ็นต้องการที่จะยกระดับการพูดคุยเป็นการเจรจาที่สูงขึ้นก็ตาม

  แต่วันนี้กระบวนการสันติภาพยังอยู่ในขั้นตอนของการพูดคุยเพื่อสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างฝ่ายไทยและกลุ่มขบวนการยังไม่ถึงขั้นการเจรจา  ข้อเสนอข้างต้นจึงยังเป็นเพียงข้อเสนอที่ต้องใช้เวลาพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ  เพราะหากกระบวนการมีการพัฒนาไปถึงขั้นการเจรจาแล้วข้อเสนอซึ่งวันนี้ยังพิจารณาร่วมกันได้จะกลายเป็น “ข้อต่อรอง” ซึ่งหากถึงเวลานั้นจริงๆ  คู่เจรจาและองค์ประกอบข้างต้นจะเป็นองคาพยศสำคัญในการร่วมกันทำให้บรรลุวัตถุประสงค์สามารถนำไปสู่สันติภาพที่ต้องการ  หรือหนทางแห่งสันติภาพอาจพังทลายลงอย่างไม่เป็นท่าหากไม่สามารถบรรลุข้อตกลง  ทั้งสองหนทางนี้มีความเป็นไปได้เท่าๆ กันซึ่งนับเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญยิ่งโดยมีชะตากรรมของประชาชนในพื้นที่เป็นเดิมพัน

  โดยรวมแล้วก็ต้องใช้เวลาในการพิจารณาร่วมกันพร้อมฟังเสียงของประชาชนเจ้าของประเทศด้วย ซึ่งนั้นเป็นวิถีแห่งประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ  ยกเว้นข้อเสนอข้อที่  4  คือต้องปล่อยตัวผู้แกนนำแนวร่วมในคดีความมั่นคงโดยไม่มีเงื่อนไข ที่ฟังอย่างไรก็รู้สึกคับข้องใจระคนสงสัยว่านี่คือข้อเสนอที่จะนำไปสู่สันติภาพได้กระนั้นหรือ  เพราะตั้งแต่เหตุการณ์รุนแรงที่ปะทุขึ้นอีกครั้งตั้งแต่ต้นปี 47 เป็นต้นมา การเสียชีวิตของพลเรือน เจ้าหน้าที่รัฐผู้ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบกฏหมาย ประชาชนทุกสาขาอาชีพทั้งที่เป็นพุทธและมุสลิม  ไม่เว้นแม้แต่คนแก่ เด็กผู้บริสุทธิ์ไร้เดียงสาต้องสูญเสียชีวิตไปด้วยการก่อเหตุร้ายหลายรูปแบบ เป็นการก่ออาชญากรรมต่อพี่น้องประชาชนอย่างร้ายแรง  แล้วด้วยข้อเสนอข้อนี้หากรัฐบาลไทยยอมรับแล้วปล่อยให้อาชญากรเหล่านั้นออกมาเดินลอยชายเสมือนไม่ได้ก่อกรรมทำเข็ญกับประชาชนไว้  รัฐบาลไทยจะตอบคำถามนี้กับประชาชนโดยเฉพาะกับญาติพี่น้องของผู้สูญเสียเหล่านั้นได้อย่างไร
      ข้อเสนอของบีอาร์เอ็นในข้อนี้จึงไม่ใช่หนทางไปสู่สันติภาพ  แต่เป็นความแข็งกร้าวที่ต้องการกดดันรัฐบาลไทยให้ยอมรับด้วยคิดว่ากลุ่มตนมีแต้มต่อที่สำคัญ กล่าวคือ หากไม่ยอมรับก็ก่อเหตุร้ายต่อไป  และแน่นอนว่าบีอาร์เอ็นนอกจากไม่เคยประกาศความรับผิดชอบต่อการกระทำแม้แต่ครั้งเดียวแล้ว ยังโยนความผิดให้ฝ่ายรัฐหากโอกาสอำนวย
       และหากการเสนอตนออกมาเป็นผู้แทนการพูดคุยของบีอาร์เอ็นมีความจริงใจตามที่กล่าวอ้างแล้ว การเปิดเผยตัวตนและขบวนการครั้งนี้จึงเท่ากับเป็นการยอมรับว่าเหตุร้ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นบีอาร์เอ็นเป็นผู้อยู่เบื้องหลังและต้องรับผิดชอบต่อการก่อเหตุจนนำไปสู่การสูญเสียทั้งหมด ซึ่งผู้ที่ก่อเหตุซึ่งกำลังถูกคุมขังและขบวนการเสนอให้ปล่อยตัวนั้นย่อมต้องเกี่ยวข้องกับบีอาร์เอ็นด้วยเช่นกัน

  ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยการตัดสินใจเรื่องใดๆ ส่วนที่เกี่ยวข้องต้องนำบทบัญญัติมายึดถือและนำมาเป็นบรรทัดฐานเพื่อให้เกิดความเสมอภาคในการบังคับใช้กฏหมาย เพราะท้ายที่สุดแล้วแล้วประชาชนในพื้นที่จะตัดสินใจได้เองว่า ใครที่ให้ความสำคัญกับประชาชน ใครที่ต้องการให้สันติสุขเกิดขึ้นในพื้นที่  ใครเป็นอุปสรรคขัดขวาง  และใครคืออาชญากร  เพราะอาชญากรก็คืออาชญากร


ชอเก๊าะ  นิรนาม