วันจันทร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2557

PerMas จริงหรือที่เราว่าพวกเขาเป็นแมลงร้าย

ชบาสีขาว

โดยทั่วไป นิสิต นักศึกษา ต้องมุ่งมั่นหมั่นศึกษาหาความรู้ เมื่อสำเร็จการศึกษาเขาเหล่านี้คือ  ผู้สร้างอนาคตของประเทศชาติ ตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ตอบแทนบุญคุณบุปการีที่ได้ตรากตร่ำหาเงินทองส่งเสียจนสำเร็จการศึกษา  มีงานมีการ  นี้คือความเข้าใจที่มีต่อนิสิต นักศึกษา 
           
 แต่  ณ ปัจจุบันนี้บทบาทของนิสิต นักศึกษาบางคนบางกลุ่มได้เปลี่ยนไป  ดังเช่น สหพันธ์นิสิตนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สนน.จชต.) ได้อาศัยสภาพของการเป็นนิสิตนักศึกษาต่อต้านการปฏิบัติงานของภาครัฐมากกว่าการสนใจศึกษาในสถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ต้องกระทำ  จนหลายๆฝ่ายเฝ้าจับตามอง ถึงแม้ว่าเขาเหล่านั้นจะออกมาปฏิเสธพฤติกรรมของตนเองหรือ กลุ่มในบทบาทบนพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงด้านความมั่นคงของประเทศที่ภาครัฐเร่งรีบแก้ไขปัญหาให้กลับคืนสู่สันติสุข  แต่สิ่งเหล่านั้นเป็นได้เพียงแค่การแก้ตัวเท่านั้น        
PerMas สหพันธ์นักเรียน นิสิต นักศึกษา และเยาวชนปาตานี... นักศึกษากลุ่มนี้แปลงมาจาก        สหพันธ์นิสิตนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สนน.จชต.) เดิม ซึ่ง สนน.จชต.เป็นการรวมตัวของสหพันธ์       นิสิตนักศึษาแต่ละจังหวัดของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งปัจจุบันยุบไปหมดแล้ว เหลือ PerMas องค์กรเดียว รวมทั้ง พีเอ็นวายเอส. กลุ่มนักศึกษาจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีศูนย์กลางอยู่ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เท่านั้น

   PerMas  จริงหรือที่เราว่าพวกเขาเป็นแมลงร้าย... พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นแหล่งผลประโยชน์ของคนหลายๆกลุ่ม ขนาดต่างประเทศยังใฝ่ฝันต้องการเลย นับประสาอะไรที่บรรดาพวกคลั่ง       ลัทธิอิสลามนอกรีตจากนอกประเทศไม่ต้องการ อย่างเช่น ขบวนการ บีอาร์เอ็น.(BRN.)คือองค์กรหนึ่งที่             ไม่รู้ว่าใครเป็นใครได้ใช้ความพยายามทุกรูปแบบเพื่อให้ได้มาซึ่งดินแดน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยบ่งการ     ฆ่าไม่เว้นผู้นับถือศาสนาเดียวกันโดยบิดเบือนว่าฆ่าเพื่อศาสนาจะได้ไปสวรรค์  แต่ก็ยังคงหวั่นเกรงกฎหมาย อำนาจมืดที่มองไม่เห็นจะจับดำเนินคดีในฐานะกบฎต่อแผ่นดิน ประกอบกับความแก่ชราที่หมดความน่าเชื่อถือจากหลายๆฝ่าย   ดังนั้นขบวนการ บีอาร์เอ็น.( BRN.) จึงได้เพาะเลี้ยงแมลงตั้งแต่ยังเยาว์วัยเพื่อใช้เป็นเครื่องมือ     ให้ได้มาซึ่งดินแดน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แห่งนี้       PerMas ซึ่งเปรียบได้กับแมลงกลุ่มนั้นจึงทำทุกอย่าง       เพื่อสนับสนุนความหวังของขบวนการ บีอาร์เอ็น.(BRN.) แลกกับผลประโยชน์ของกลุ่มที่ได้มาซึ่งเงินทอง    หนทางค้าสิ่งผิดกฎหมาย บำเรอความสุขสำราญ  หรือแม้กระทั่งการช่วยต่อสู้คดีให้กับครอบครัว  

              งานที่สำคัญที่  PerMas  ทำ   หากมองผิวเผินนั่นคืองานเชิงรณรงค์ อย่างเช่น "สาตูปาตานี" เพื่อสร้างรูปแบบใหม่ของปาตานี สร้างเครือข่ายเพื่อขับเคลื่อนงานมวลชน สร้างและจัดตั้งองค์ความรู้ เป็นการทำงานเชิงความคิด และทำงานด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง แต่ในความรู้สึกลึกๆของนิสิต นักศึกษาด้วยกัน  ประชาชนทั่วไป แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่รัฐโดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคง ยังคงเคลือบแคลงสงสัยต่อการกระทำของ PerMas นั่นคือ การปลุกระดม โดยเฉพาะการใช้เวทีเสวนาอย่างเช่น เวที สาตูปาตานี  การผลิตสื่อ วีดีโอ   การเขียนป้ายผ้า  ใบปลิว  ป่นสีสเปรย์บนท้องถนน  แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่าใครหากไม่ใช้กลุ่มคนที่มีการศึกษาอย่างสมาชิกของ PerMas  จนกระทั่งสื่อมวลชนเผยแพร่เรื่องราวของ  PerMas ว่าคือปีกข้างหนึ่งของ บีอาร์เอ็น.( BRN.) จนกลุ่ม PerMas ต้องรีบตอบโต้   แต่ที่สื่อมวลชนได้เผยแพร่


ทำไม.... คน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เชื่อว่า PerMas คือปีกข้างหนึ่งของ บีอาร์เอ็น.( BRN.)
PerMas ได้พยายามปลุกกระแสด้วยการปลุกระดมสร้างร้อยร้าวให้เกิดขึ้นระหว่างประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลามกับศาสนาพุทธ อย่างเช่น เราถูกพวกบาบีเอาเปรียบ เราต้องไล่มันออกไป  ปลุกระดมให้ประชา  ชนกลัว พ.ร.ก. ทั้งๆที่ไม่รู้แน่ชัดว่า พ.ร.ก.ใช้เพื่ออะไรแต่กลัวว่าจะเกิดผลกระทบต่อตนเองและครอบครัวที่กระทำผิดอยู่    ปลุกระดมนำเหตุการณ์ความเป็นความตายของมุสลิมเรามาใช้ประโยชน์  ซึ่งทุกครั้งที่เกิดเหตุPERMAS รีบฉวยโอกาสทันที
ครูตาดีกาผู้หญิงถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่รัฐ  เมื่อ 18 เม.ย.2556 เหตุอาจพัวพันกับกลุ่ม อาร์เคเค.          ( RKK.) ด้วยการเป็นสายให้กลุ่มติดอาวุธ   PerMas  ต้องรีบร้อนเข้าช่วยเหลือเพราะเห็นว่านั่นคือเรื่องจริงที่ทำผิดพลาด  
                สุดท้ายที่ต้องเชื่อว่า PerMas คือแมลงร้าย นั่นคือ  เมื่อ 3 ก.พ.57  ขณะที่นาย เจะมุ  มะมัน พร้อมด้วยภรรยา และบุตรจำนวน 3 คน กลับจากการละหมาดที่มัสยิดในหมู่บ้าน  เมื่อมาถึงบ้านพัก   บ.ปะลุกาแปเราะ หมู่ที่ 7 ต.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ จว.น.ธ. กำลังจะเข้าบ้านมีคนร้ายจำนวนหนึ่งซุ่มอยู่ข้างทางใช้ปืนสงครามลอบยิง ทำให้ลูกชาย  3  คนเสียชีวิต  ส่วนภรรยา และนายเจะมุ ได้รับบาดเจ็บ  การกระทำแบบนี้เป็นการกระทำที่โหดเหี้ยม ไร้มนุษยธรรม  ไร้จิตสำนึก เข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ไม่เว้นกระทั่งเด็กที่ต้องตกเป็นเหยื่อของแผนชั่วๆ เพียงแค่ต้องการโยนความผิดให้เจ้าหน้าที่  เพื่อสร้างเงื่อนไขความขัดแย้งและความเกลียดชัง ระหว่างพี่น้องประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐ  ซึ่งหลังเกิดเหตุไม่นาน PerMas ได้สวมบทพระเอกโดยกลบเคลื่อนแผ่นร้าย ได้ยกกลุ่มสมาชิกไปที่บ้านของนายเจะมุ  พร้อมกับได้กล่าวอ้างว่าทั้งหมดคือการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งๆที่ยังมิได้มีการสืบสวนหาข้อเท็จจริง  และที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง PerMas ได้นำเหตุการณ์ดังกล่าวเข้าไปปลุกระดมในเวที สาตู ปาตานี


            เวที สาตู ปาตานี ด้วยการบังคับให้นายเจะมุ  เข้าร่วมบนเวทีด้วย   สังเกตเห็นว่านายเจะมุเอง ก็ยังไม่พร้อมที่จะพูดอะไร  ทำไมนะมันช่างเหมาะเหม็งกันเสียจริงๆ ระหว่างเกิดเหตุกับการจัดเวที สาตู ปาตานี ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อล่ะครับ   เพราะ PERMAS ทำได้แต่ไม่เนียน    และ เมื่อ 23 ก.พ.57  คนร้ายใช้รถกระบะเป็นยานพาหนะ กราดยิงแล้วเผาบ้านชาวบ้าน หลัง  ที่หมู่  บ.บันนังกูแว ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา จว.ย.ล. เป็นเหตุให้ชาวบ้านสองสามีภรรยาเสียชีวิต ราย บ้านเรือนเสียหาย รถยนต์โดนเผา คัน ในที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืนอาก้า และ M-16 ตกเกลื่อนกว่า 50 ปลอก หลังก่อเหตุคนร้ายได้ขับรถหลบหนีและโปรยตะปูเรือใบระหว่างเส้นทาง การกระทำของผู้ก่อเหตุรุนแรงพยายามยั่วยุและสร้างความแตกแยกระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐ การกระทำเช่นนี้ได้มีการวางแผนไว้อย่างดีโดยใช้ประชาชนที่ไร้ทางต่อสู้เป็นเหยื่อแล้วโยนความผิดให้กับเจ้าหน้าที่รัฐเช่นเดิม  ที่กล่าวมาทั้งหมดล้วนแต่เป็นการกระทำเดิมๆ เมื่อหลักฐานเปิดเผยสุดท้ายผู้กระทำผิดก็หนีไม่พ้นสมาชิก PerMas ภายใต้การนำของ บีอาร์เอ็น.(BRN.)
PerMas  คือแมลงร้ายที่ถูกเลี้ยงดูโดยขบวนการ บีอาร์เอ็น.( BRN.) ผู้มีบทบาทหน้าที่ดำเนินงานด้านปลุกระดมประชาชนให้ต่อต้านนโยบายการทำงานของภาครัฐทั้งภายในประเทศและนอกประเทศ จัดตั้งกลุ่มใต้ดินอย่าง อาร์เคเค.( RKK.) เพื่อทำงานใต้ดินต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐ ข่มขู่ สร้างความหวาดกลัวต่อประชาชนทั่วไป
ภาพลักษณ์ของ PerMas  ยังคือนิสิต นักศึกษา ที่ขาวบริสุทธิ์ ผู้เป็นอนาคตของประเทศชาติ  ภาครัฐคงต้องหามาตรการที่จะทำให้ PerMas คงสภาพภาพลักษณ์ที่บริสุทธิ์นี้ได้อย่างไร ?  เพราะ PerMas ในสายตาและความรู้สึกของคนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เขาคือ “แมลงร้าย” ที่ยังคงบินได้เสรีพร้อมที่จะกัดกินความสงบสุขของคน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แห่งนี้อย่างไรความผิด เพราะเขาคือฝ่ายวางแผนและเลือกผู้ปฏิบัติอันเลวร้ายที่เป็นภัยต่อประชาชนและความมั่นคงของชาติอย่างเงียบๆ ในฐานะ “ แมลงร้าย ” ตัวหนึ่งของ ขบวนการ บีอาร์เอ็น. (BRN.)


***********************************

วันอังคารที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2557

เมื่อความจริงปรากฎ อูลามะ BRN ชี้เหตุร้ายใน จชต. คือ “ญิฮาด” เสี้ยมสมุนฆ่าได้ไม่เว้นมุสลิม



ยังถกเถียงกันไม่จบว่า ความขัดแย้งในภาคใต้ของประเทศไทยระหว่างฝ่ายรัฐและขบวนการก่อเหตุรุนแรงที่ถึงขณะนี้อาจเรียกได้ว่ากลุ่มแบ่งแยกดินแดน ที่ส่งผลให้ประชาชนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก โดยฝ่ายแรกเป็นผู้ปกป้องกับฝ่ายหลังเป็นผู้ก่อเหตุนั้น ในมุมมองของศาสนาเป็นการต่อสู้ตามที่หลักศาสนาอิสลามเรียกว่า “ญิฮาด” หรือไม่  

โดยเฉพาะฝ่ายขบวนการได้นำหลักการต่อสู้ในแนวทางของอัลลอฮ์ (สุบหฺฯ) มาบิดเบือนโดยมุ่งหวังใช้ความศรัทธาอันบริสุทธิ์ของบ่าวของพระองค์ ให้แนวร่วมปฏิบัติการที่ติดอาวุธเข้าใจผิดว่ากำลังถูกละเมิดสิทธิ     ในความเป็นมุสลิมของตน และต้องจับอาวุธลุกขึ้นต่อสู้เหมือนที่กำลังเป็นอยู่ในพื้นที่แห่งนี้

ซึ่งจากเอกสารการบิดเบือนศาสนาที่เจ้าหน้าที่ได้จากการตรวจค้นมีส่วนหนึ่งเป็นคำวินิจฉัยชี้ขาดของ     อูลามะของขบวนการต่อการญิฮาดที่ปัตตานี ส่วนใหญ่กล่าวถึงการขับไล่ เข่นฆ่าคนศาสนาอื่นโดยเฉพาะคนไทยพุทธว่าสามารถทำได้โดยชอบธรรม ยิ่งไปกว่านั้นแม้แต่พี่น้องมุสลิมด้วยกันหากมีความพยายามทำลายการต่อสู้ ของพวกเขาก็สามารถฆ่าได้เช่นกัน นี่อาจเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้แนวร่วมปฏิบัติการรุ่นใหม่กระทำการอย่างอุกอาจโดยไม่เลือกหน้า ที่อยากจะยกตัวอย่างให้เห็น เช่น

นายมุคตาร์ กีละ นักการเมืองผู้มีนิสัยโอบอ้อมอารี มีความจริงใจที่จะช่วยเหลือประชาชนโดยการตั้งพรรคการเมืองชื่อ “พรรคประชาธรรม” ที่เคยมีอุดมการณ์ร่วมกับขบวนการในช่วงหนึ่ง แต่กลับมาต่อสู้ตามแนวทางสันติซึ่งผิดหลักการของขบวนการ จึงถูกสังหารและมีความพยายามโยนความผิดให้เจ้าหน้าที่ แต่โชคดีที่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านในที่เกิดเหตุสามารถยิงคนร้ายเสียชีวิต และพบว่าเป็นคนของขบวนการเอง ทำให้ไม่สามารถบิดเบือนกล่าวหาได้สำเร็จ (รายละเอียดเพิ่มเติม http://pulony.blogspot.com/2012/01/blog-post_13.html )  

หรืออีกกรณีที่ยังเป็นที่กล่าวถึงความเลวทรามของขบวนการในหมู่ประชาชนทั่วไปคือ อิหม่ามยะโก๊บ    หร่ายมณี ผู้นำทางจิตวิญญาณของพี่น้องมุสลิมซึ่งมีบทบาทในการเป็นอิหม่ามที่ต่อต้านการบิดเบือนคำสอน     ทางศาสนาและการใช้ความรุนแรงมาโดยตลอด ได้ถูกลอบสังหารพร้อมๆ กับความเชื่อมโยงที่ชี้ชัดว่าเป็นฝีมือของฝ่ายขบวนการ(รายละเอียดเพิ่มเติม  http://pulony.blogspot.com/2013/08/blog-post.html )

ฆ่าคนมุสลิมที่เป็นที่รักของประชาชนทั่วไปเพราะขัดแย้งทางความคิดกับกลุ่มของตนโดยกล่าวหาว่าเป็น “มูนาฟิก” จะเรียกได้อย่างไรว่าเป็น “ญิฮาด”

การก่อเหตุร้ายโดยอ้างการญิฮาดข้างต้นจึงขัดกับหลักการต่อสู้ในแนวทางของพระเจ้าโดยสิ้นเชิง เพราะในความเป็นจริงการญิฮาดนั้น ผู้รู้ทางศาสนาอิสลามได้วินิจฉัยแล้วว่าสามารถกระทำได้ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า ถูกกดขี่และขับไล่อย่างอยุติธรรม ถูกลิดรอนสิทธิ์ทางศาสนา และจะต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ทางจริยธรรมในการทำสงคราม  เพราะฉะนั้นการก่อความรุนแรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ย่อมไม่ถือว่าเป็นการญิฮาด

และการญิฮาดจะต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ทางจริยธรรมในการทำสงคราม คือ การต่อสู้กับบรรดาผู้เป็นศัตรู แต่อย่าเริ่มเป็นศัตรูก่อน...ดังอายะห์อัลกุรอาน ความว่า แท้จริงอัลลอฮ์(สุบหฺฯ)ไม่ทรงรักผู้รุกราน(2:190) นอกจากนั้นต้องไม่ทำลายศพ ไม่ฆ่าเด็ก สตรี คนชรา พลเรือน ผู้บริสุทธิ์และกลุ่มบุคคลที่ทำสัญญาสงบศึก   ไม่ทำลายทรัพย์สิน ไม่ตัดโค่นหรือเผาทำลายต้นไม้ ไม่ฆ่าสัตว์ แต่จะต้องให้ความเมตตาและการเอาใจใส่ เช่น ให้การบริการทางการแพทย์หรือพยาบาลต่อเชลยศึก
แต่ที่กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงกระทำในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ล้วนขัดต่อหลักการข้างต้นทั้งสิ้น 


แม้แต่ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลาท่านสะมะแอ   เบ็นอับดุลลาติป ฮารี ผู้นำศาสนาในพื้นที่ยังได้ออกมาให้คำวินิจฉัยว่า เหตุที่เกิดขึ้นในพื้นที่แห่งนี้มิใช่การ “ญิฮาด” แต่เป็นความพยายามของผู้ก่อความไม่สงบที่นำหลักการนั้นมาใช้ ซึ่งไม่ได้รับการยอมรับว่าการต่อสู้ของพวกเขานั้นเป็นการต่อสู้แบบหนึ่งของญีฮาด โดยเฉพาะจากประชาชนผู้มีความรู้ความเข้าใจในหลักการสอนของศาสนาอิสลาม ตรงกันข้ามกลับสร้างความมัวหมองให้แก่ภาพลักษณ์ของศาสนาอิสลาม จากการที่พยายามเชื่อมโยงการต่อสู้ของพวกตนเข้ากับศาสนา

ผลจากการกระทำของผู้ก่อเหตุรุนแรงข้างต้นส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างรุนแรงทั้งการสูญเสียชีวิตและทำลายสภาพสังคมจิตวิทยา สร้างความหวาดระแวงระหว่างพี่น้องมุสลิมและประชาชนผู้นับถือศาสนาอื่นๆ อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนและยากที่ประสานรอยร้าวกลับมาได้ในเวลาอันสั้น หรืออาจไม่สามารถนำสังคมที่เคยอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขในอดีตให้กลับมาได้อีกก็เป็นได้

อย่างทราบกันดีว่าจากยอดผู้เสียชีวิต ( ธ.ค.56 ) สรุปแล้วมีจำนวนถึง 4,884 คน ไม่รวมผู้บาดเจ็บอีกกว่าหมื่นคน ผู้ที่เสียชีวิตมากที่สุดคือชาวมลายูผู้นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งประชาชนทราบดีว่าเกิดจากการกระทำของขบวนการแต่กลับทำไม่รู้ไม่เห็น และมักจะปฏิเสธที่จะพูดถึงการต่อต้านพวกก่อความไม่สงบ อันเนื่องมาจากความกลัวในเรื่องความปลอดภัยของตนเองเพราะถูกข่มขู่จากขบวนการซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญ

จากหลายพันหลายหมื่นเหตุการณ์ที่ผ่านมา แม้จะมีความพยายามนำเสนอภาพบุคคลเหล่านี้ในฐานะนักสู้หรือวีรบุรุษก็ตาม แต่จากประจักษ์พยานหลักฐานที่ชี้ชัดว่าใครเป็นผู้ก่อเหตุร้าย และหลักการของศาสนาอันดีงามที่ถูกบิดเบือน กำลังสร้างให้เกิดกระแสที่อาจเปลี่ยนแปลงความคิดความเชื่อของคนมลายูมุสลิมที่ไม่เห็นด้วยกับการก่อเหตุรุนแรง ที่จะลุกขึ้นมารวมพลังต่อต้านและไม่เห็นด้วยกับการก่อเหตุรุนแรงของพวกเขาต่อไป  การฆ่าฟันกันได้ไม่เว้นแม้แต่คนมุสลิมมลายูด้วยกันพี่น้องมุสลิมเราส่วนใหญ่ไม่มีใครหรอกที่จะเห็นดีด้วย  ใครก็ตามที่เข่นฆ่าประชาชนเหมือนผักปลา อัลเลาะห์จะเป็นผู้ตัดสินลงโทษเอง  อย่าว่าแต่เข้าสวรรค์เลยแม้แต่ประตูนรกก็จะไม่เปิดรับพวกเขา  อีกไม่นานหรอก  อามีน...  



          ซอเก๊าะ    นิรนาม

วันศุกร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2557

ถอดสลัก PerMAS กับการกำหนดใจตนเอง ผิดหลักการ ฝันที่เป็นไปไม่ได้



การขับเคลื่อนให้เกิดกระบวนการสร้างสันติภาพในพื้นที่ความขัดแย้งเช่นจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยซึ่งกำลังดำเนินอยู่ในหลายมิติในปัจจุบัน รวมถึงความพยายามเคลื่อนไหวทางการเมืองของปีกสนับสนุนทางการเมืองอย่างกลุ่ม PerMAS ที่ชี้นำชักจูงให้ประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะพี่น้องมุสลิมให้เชื่อในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้    โดยกล่าวอ้างขั้นตอน “การกำหนดใจตนเอง” ผ่านการเสวนาสาธารณะ  โดยใช้เหตุความเป็นชาติพันธ์ ศาสนาที่แตกต่าง เพื่อเชื้อเชิญหรือนำไปสู่การเข้ามาแทรกแซงภายในขององค์กรระหว่างประเทศ ถึงวันนี้แม้ว่าจะมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องทั้งภายในและนอกประเทศ แต่ผลของกลุ่มคนที่พยายามชักศึกเข้าบ้านเหล่านี้ ถึงวันนี้ไม่เพียงแต่จะหริบหรี่มิหน่ำซ้ำยังมีวี่แววว่าจะดับลง  เพราะในความเป็นจริงนอกจากไม่สามารถทำได้แล้ว ยังถูกบิดเบือนและผิดวิถีข้อตกลงระหว่างประเทศขององค์กรระดับโลกอย่างสหประชาชาติอย่างชัดเจน

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น “ที่นี่มีคำตอบ”

ความพยายามจัดการเสวนา 200 เวทีอย่างที่ทุกท่านทราบโดยการสนับสนุนเงินทุนจากต่างประเทศนั้น  โดยหลักใหญ่ใจความแล้ว กลุ่มคนเหล่านั้นทราบดีว่าไม่มีทางเป็นไปได้ในการกำหนดใจตนเองตามมติสหประชาชาติซึ่งจะกล่าวต่อไป แต่ด้วยผลประโยชน์มหาศาลที่สร้างความอยู่ดีกินดีให้มวลสมาชิกที่อ้างว่าทำเพื่อประชาชนฟาตอนีกำลังทำให้เขาและเธอเหล่านั้นใช้โอกาสในการระดมเงินทุนมหาศาลเพื่อตนเองและพวกพ้องอย่างที่เราเห็นว่า สมาชิกของกลุ่ม PerMAS ทุกคนมีชีวิตที่หรูหราฟุ่มเฟือย โดยใช้ความทุกข์ยากของพี่น้องเป็นเครื่องแลกเปลี่ยนต่อรอง
ผมมีโอกาสได้ศึกษาผลงานวิจัยของท่านผู้รู้ท่านหนึ่ง  ซึ่งได้ทำผลงานวิจัยเกี่ยวกับมูลเหตุของการเกิดเหตุรุนแรงขึ้นในพื้นที่ จชต. และความพยายามของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงทั้งในส่วนของกองกำลังติดอาวุธและปีกสนับสนุนด้านการเมืองซึ่งในวันนี้ใช้ชื่อว่า PerMAS  ซึ่งได้กล่าวถึงภาพรวมของความพยายามนำเหตุร้าย (ที่พวกเขาก่อขึ้นเอง) มาเป็นปัจจัยชักจูงให้องค์กรระหว่างประเทศเข้ามาแทรกแซงเพื่อนำไปสู่การใช้กลไกของการกำหนดใจตนเองที่สหประชาชาติได้บัญญัติเป็นกฎหมายระหว่างประเทศให้กับประเทศที่เป็นภาคีต้องปฏิบัติ

สิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเอง (right to self-determination)

อาจฟังไม่คุ้นเคยสำหรับผู้ที่ไม่เคยศึกษามาก่อน  แต่เป็นประเด็นหลักที่ผู้ก่อเหตุรุนแรงโดยเฉพาะกลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมืองสนับสนุนการก่อเหตุซึ่งในที่นี้คือกลุ่ม PerMAS  นำมาใช้สร้างกระแสบิดเบือนด้วยคาดหวังว่าจะใช้กลไกกฎหมายระหว่างประเทศเข้ามาขับเคลื่อน แต่สิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเอง
ตามที่บัญญัติไว้ในกฏหมายระหว่างประเทศ  โดยศาลยุติธรรมระหว่างประเทศที่ได้เคยมีคำพิพากษาให้สิทธิประชาชนในพื้นที่ขัดแย้งเช่น ติมอร์ตะวันออกสามารถกำหนดเจตจำนงตนเองได้ แต่ก็เป็นกรณีที่แตกต่างไปจากพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยสิ้นเชิง เนื่องจากติมอร์ตะวันออกเป็นดินแดนอาณานิคมของโปรตุเกสที่ถูกครอบครองโดยอินโดนีเซีย ดังนั้นจึงมีสิทธิตามกฎหมายระหว่างประเทศที่จะเลือกว่าจะเป็นดินแดนปกครองตนเองภายใต้อินโดนีเซียต่อไป หรือจะแยกตัวเป็นรัฐเอกราช แต่ในขณะที่พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นดินแดนภายใต้อธิปไตยของไทยตั้งแต่ในอดีตต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ประชาชนในพื้นที่จึงไม่มีสิทธิที่จะเลือกกำหนดเจตจำนงของตนเองเพื่อแยกออกเป็นรัฐอิสระและประชาคมระหว่างประเทศก็ไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงอธิปไตยของไทยได้ 


นอกจากนั้น ไทยยังได้ทำถ้อยแถลงตีความในกฏหมายสิทธิมนุษยชนทุกฉบับที่ไทยได้เป็นภาคีไว้แล้วว่า สิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเองนั้นไม่ให้ตีความอนุญาตหรือสนับสนุนการกระทำใดๆ ที่จะเป็นการแบ่งแยกหรือทำลายบูรณภาพแห่งดินแดน หรือเอกภาพทางการเมืองของรัฐเอกราชอธิปไตย ทั้งนี้ไม่ว่าทั้งหมดหรือเพียงแต่บางส่วน จึงเป็นการเน้นย้ำให้เห็นชัดเจนว่าการแยกดินแดนตามยุทธศาสตร์ฝ่ายก่อความไม่สงบดังกล่าวไม่สามารถที่จะกระทำได้ตามหลักกฏหมายระหว่างประเทศในปัจจุบัน
น่าคิดว่า...แล้วคนกลุ่มนี้กำลังทำอะไรอยู่ ทั้งๆ ที่รู้ว่าผิดหลักการและเป็นไปไม่ได้  ผลประโยชน์หรืออุดมการณ์ ผมว่าผู้อ่านน่าจะคาดเดาได้ครับ

เงื่อนไขชาติพันธ์และศาสนา

ท่านผู้วิจัยได้หยิบยกเหตุผลถึงการใช้กรณีชาติพันธ์และศาสนามานำเสนอได้อย่างน่าฟังว่า ด้วยเงื่อนไขความไม่คำนึงถึงผลกระทบของความแตกต่างที่จะตามมาของเจ้าอาณานิคมที่เคยปกครองดินแดนต่างๆ ทำให้เกิดปัญหากับประชาชนในพื้นที่มากมาย แต่สำหรับพื้นที่ภาคใต้ของไทยมีความพยายามโดยกลุ่มแบ่งแยกดินแดนทั้งสองฝ่ายคือทหารและการเมือง ที่จะหยิบยกมาเป็นเงื่อนไขสำคัญโดยอ้างถึงอัตลักษณ์ความแตกต่าง ซ้ำร้ายยังใช้การข่มขู่เข่นฆ่าเพื่อให้ผู้ศรัทธาต่างศาสนาซึ่งในที่นี้คือประชาชนที่นับถือศาสนาพุทธให้ออกจากพื้นที่

ไม่มีตัวตน ไม่ประกาศความรับผิดชอบ

อีกประการที่แตกต่างกับกลุ่มก่อการร้ายทั่วโลกโดยสิ้นเชิงคือ การก่อการร้ายโดยทั่วไปมักมีวัตถุประสงค์ที่ประจักษ์ชัด และการประกาศความรับผิดชอบว่าเป็นผู้กระทำ เพื่อสื่อให้คู่ขัดแย้งและประชาคมโลกได้รับรู้ว่าเขาเหล่านั้นต้องการอย่างไร แต่สำหรับพื้นที่ภาคใต้ของไทย ยังไม่เคยมีองค์กรใดๆ ประกาศความรับผิดชอบ ยิ่งกว่านั้นยังโยนความผิดให้กับเจ้าหน้าที่รัฐว่าเป็นผู้กระทำ ด้วยเหตุนี้จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ของคู่ขัดแย้งต่อรัฐ ความต้องการแยกตัวเป็นเอกราชจึงไม่ได้รับความชอบธรรมโดยหลักการ เช่นความขัดแย้งในภูมิภาคอื่นๆ ที่พื้นที่เหล่านี้มีขบวนการแบ่งแยกดินแดนอย่างเปิดเผยเป็นระยะเวลานานและมีความรุนแรงกว่าในขณะที่ปัญหาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังไม่ปรากฏแม้แต่กลุ่มผู้นำที่รับผิดชอบในการเรียกร้องแยกตัวออกเป็นรัฐอิสระอย่างเปิดเผย
เป็นอีกมุมมองของผู้วิจัยที่มีความชัดเจน นำเสนอด้วยเหตุและผลที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่จริง
ก่อเหตุหวังผลการทางการเมืองในอนาคต

เรื่องน่าเศร้าอีกประเด็นคือ การก่อเหตุร้ายจนทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายมากมายทุกวันนี้ เกิดขึ้นเพราะความมักใหญ่ใฝ่สูงของบรรดาแกนนำและแนวร่วม ซึ่งพิจารณาอย่างไรก็ผิดหลักการ การแอบอ้างอุดมการณ์ ใช้หลักศาสนาและความแตกต่างทางอัตลักษณ์มาเป็นเงื่อนไข เพื่อใช้ประชาชนให้ลุกขึ้นมาต่อสู้ ขณะที่ตนเองและพวกพ้องเสวยสุขอย่างหน้าชื่นตาบาน ทำเหมือนกับว่าประชาชนโง่เขลาเบาปัญญาไม่รู้ในสิ่งที่พวกเขากำลังกระทำอยู่

ในบทสรุปของงานวิจัยได้กล่าวถึงความเป็นไปไม่ได้ทั้งมวลของการแบ่งแยกดินแดนซึ่งไม่สามารถนำมากล่าวได้ด้วยพื้นที่ที่มีน้อยนิด แต่ผมอยากสะท้อนให้สังคมเห็นถึงการนำเสนอบนหลักการอย่างเป็นขั้นตอนของท่านผู้วิจัยว่ามีเหตุผลสนับสนุนที่สอดคล้อง อย่างน้อยผมอยากให้ทุกท่านลองศึกษาดูเพื่อให้รู้เท่าทันกับกลุ่มผู้ไม่หวังดีเหล่านี้ อย่างน้อยก็จะได้ทราบว่าเกมส์ที่เขาเหล่านั้นกำลังเล่นโดยใช้ประชาชนเป็นตัวประกันสุดท้ายผลจะเป็นอย่างไร เดาได้ไม่ยากครับ


          ซอเก๊าะ  นิรนาม

วันพฤหัสบดีที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2557

ร่างทรง NGOs กับวาทกรรม “เพื่อสันติภาพ” หรือเพื่อ “Patani Merdeka”



         แล้วความพยายามในการขับเคลื่อนการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่งที่อ้างตัวว่าทำเพื่อพี่น้องประชาชนโดยมีบทบาทบังหน้าในรูปของความพยายามเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยใช้ชื่อว่า “สหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานี” (PerMAS) และ “สำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา”(Lempar) ก็ปรากฎชัดถึงเจตนาที่แท้จริงในวันที่โต๊ะพูดคุยสันติภาพระหว่างรัฐบาลไทยกับกลุ่มกบฎเฒ่า BRN ทำท่าจะพังครืน

          การนำเสนอด้วยบทความของนายตูแวดานียา ตูแวแมแง ว่าด้วยวาทกรรมเพื่อสันติภาพในวงการ NGOs ไทย ที่เผยแพร่ผ่านสื่อซึ่งเป็นกระบอกเสียงของขบวนการมาโดยต่อเนื่องอย่างเว็บไซต์ Deepsouthwatch.org หรือ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ได้แสดงออกถึงแนวความคิดในการนำไปสู่ความแตกแยกภายในตามที่กล่าว แม้ว่าบทบาทของบุคคลและกลุ่มบุคคลนี้จะเกี่ยวพันกับปีกการก่อเหตุรุนแรงโดย BRN หรือโดยกลุ่มอื่นๆ ที่พยายามเข้ามามีเอี่ยวเพื่อแย่งชิงผลประโยชน์ภายในผ่านความทุกข์ยากของประชาชนก็ตาม แต่เสียงปฏิเสธอย่างแข็งขันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุรุนแรงก็ยังปรากฎผ่านสื่อของตนเองและพวกพ้องโดยต่อเนื่อง

          การถูกเปิดโปงความเชื่อมโยงว่ามีความเกี่ยวข้องกับ BRN ของกลุ่มอดีตนักศึกษาที่ผันตัวเองมาเป็น NGOs เพื่อความอยู่ดีกินดีของตนกลุ่มนี้เริ่มเห็นภาพชัดเมื่อสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งได้นำเสนอความเชื่อมโยงกับขบวนการอย่างปฏิเสธได้ยาก การมีสมาชิกในกลุ่ม PerMAS ร่วมอยู่ในกลุ่มก่อเหตุรุนแรงที่พยายามเข้าโจมตีฐานปฏิบัติการของนาวิกโยธินจนถูกวิสามัญตาย 16 ศพที่ผ่านมา ซึ่งสอดคล้องกับคลิ้ปวีดีโอของนักศึกษากลุ่มนี้นำโดยด้วยนาย ซูไฮมี ดูละสะ แกนนำอีกหนึ่งคนที่ถูกนำเสนอในเว็บไซต์ยูทูปที่สมาชิกคนที่เสียชีวิตนี้ได้ปลูกฝังเยาวชนให้เกลียดชังเจ้าหน้าที่รัฐโดยใช้โครงการอบรมจริยธรรมเยาวชนในโรงเรียนปอเนาะและตาดีกา ซึ่งมีเนื้อหาที่นักศึกษาเหล่านี้ไม่กล้าเถียงยังคงปรากฎให้เห็นด้วยการเข้าชมจำนวนไม่น้อย ได้สะท้อนให้เห็นถึงความไม้เห็นด้วยของประชาชนส่วนใหญ่ไม่เว้นแม้แต่พี่น้องมสุลิมที่รู้ผิดรู้ชอบ (ดูรายละเอียดตามลิ้ง) http://www.youtube.com/watch?v=Izw4H6-CILk

         สุดท้ายก็จบลงด้วยกฎหมู่โดยการประท้วงและขู่จะปิดสำนักข่าวที่นำเสนอ โดยไม่ได้ชี้แจงเรื่องที่กลุ่มของตนเข้าไปเกี่ยวพันกับโจรแต่อย่างใด 

         อย่างไรก็ดีการเปิดโปงครั้งนั้นได้ช่วยให้สังคมได้รับทราบพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้มากขึ้น แต่ถามว่าพวกเขาได้สำเหนียกตนเองในการบ่อนทำลายสังคมหรือยัง แน่นอนว่า “ยัง”

         ความพยายามในการใช้วันที่ 4 ม.ค.57 ซึ่งเป็นวันสัญลักษณ์ของการเริ่มไฟใต้ระลอกใหม่ได้แก่การปล้นปืนที่กองพันพัฒนาที่ 4 และเป็นวิธีการเดียวกับขบวนการก่อเหตุรุนแรงที่ใช้การโฆษณาชวนเชื่อเพื่อปลุกเร้ามวลชน ซึ่งมีการปฏิบัติควบคู่กับกลุ่ม BRN อย่างสอดประสานและแสดงออกถึงความเป็นพวกพ้อง 

         การใช้สื่อนำเสนอความคิดเห็นเป็นเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่สิ่งผิด แต่การให้ข้อมูลที่ถูกต้องก็เป็นสิ่งที่ต้องกระทำด้วย

         วาทกรรม “เพื่อสันติภาพ” ในวงการ NGOไทย” ที่กล่าวอ้างอย่างเลื่อนลอยโดยแกนนำกลุ่ม จึงมิใช่เป็นของ NGOS ทั้งหมด แต่เป็นเพียงของกลุ่มคนที่มีเจตนาไม่หวังดี ใช้คำว่าสันติภาพ เพื่อนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดน โดยใช้คำสวยหูรว่าการกำหนดใจตนเอง ซึ่งได้มีการเตรียมการโดยให้ข่าวสารที่คลาดเคลื่อนกับประชาชนผ่านเวทีเสวนาสาธารณะมาแล้วระยะหนึ่ง ซึ่งมีเฉพาะพี่น้องมุสลิม พร้อมด้วยการสอดแทรกความเชื่อถือศรัทธาทางศาสนาเพื่อแบ่งกลุ่มแบ่งพวก แล้วก็บอกกับสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งการป่าวประกาศให้ประเทศมุสลิมที่ไม่ได้รับรู้ข้อเท็จจริงเชื่อตามในคำพูดของตน 

          แล้วคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธที่อยู่อาศัยมาตั้งแต่ก่อนที่นักศึกษาเหล่านี้จะเกิด ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยและถูกบีบบังคับให้อพยพออกนอกพื้นที่ด้วยการข่มขู่และฆ่ารายวัยโดยไม่มีสิทธิโต้เถียงล่ะ เขาเหล่านั้นได้ถูกสอบถามถึงความต้องการกำหนดใจตนเองหรือยัง การกล่าวอ้างนี้จึงเป็นเพียงการพูดเอาแต่ได้

         “ผลประโยชน์” กับ “เสรีภาพ” ของประชาชนในพื้นที่นี้จึงยังคงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถนำมากล่าวรวมกันได้ในวันที่ความเดือดร้อนของประชาชนจากการก่อกรรมทำเข็ญของขบวนการยังมีอยู่ แต่หากวันใดที่ขบวนการหยุดสร้างความเดือดร้อน หยุดฆ่าประชาชน หยุดเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ทั้งจากธุรกิจผิดฎหมาย และการต้องการเป็นใหญ่ในอนาคตเพื่อกระทำในสิ่งที่อ้างว่าทำตามความต้องการของประชาชนได้ การเคลื่อนไหวเพื่อกำหนดใจตนเองก็น่าจะนำกลับมาใช้ได้ แต่จากที่เห็น..ความเลวร้ายทั้งปวงยังเกิดขึ้นโดยขบวนการ พร้อมๆ กับการไม่เคยออกมาประกาศความรับผิดชอบ แถมยังโยนบาปให้คนอื่นอีก อย่างนี้ใครจะไปเชื่อด้วยความจริงใจ..นอกเหนือจากกระบอกปืนที่คอยจี้ประชาชนไว้เพื่อให้เชื่อด้วยความกลัว กับการบิดเบือนอย่างน่าละอายทั้งๆ ที่รู้ 

           แล้วคำว่าสันติภาพที่แท้จริงมันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร เมื่อคนกลุ่มนี้ต้องการมากกว่าสันติภาพอย่างที่ทุกฝ่ายรู้ แต่มันจะเกิดขึ้นได้ในยุคที่ประชาชนเลือกรับข่าวสารที่แท้จริงจากหลายๆ ทางได้มากกว่าการปลิ้นปล้อนมดเท็จ ประชาชนในพื้นที่ไม่ได้โง่อย่างที่คิดหรอกนะ โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว


บูเก๊ะ บือซา

วันอาทิตย์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ดร.วันกาเดร์ เจ๊ะมัน ชี้ปัญหาภาคใต้กับผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัว

        การพูดคุยสันติภาพระหว่างสภาความมั่นคงแห่งชาติหรือ สมช.กับผู้แทนของฝ่ายขบวนการที่กำลังมีการเรียกร้องความสนใจ เนื่องจากความวุ่นวายทางการเมืองภายในกรุงเทพมหานครที่ทำให้การพูดคุยสันติภาพมีอันต้องหยุดชะงักโดยฝ่ายแกนนำกลุ่มขบวนการหลักคือ ฮาซัน ตอยิบ ถึงกับต้องงัดลูกไม้เก่าโดยการแถลงผ่านยูทูปว่าเป็นเพราะความไม่พร้อมของรัฐบาลไทย ที่ไม่บริหารจัดการความไม่สงบเรียบร้อยภายในประเทศได้ พร้อมๆกับการการสะกิดฝ่ายความมั่นคงด้วยการระเบิดพื้นที่เศรษฐกิจคือ อ.สะเดา จ.สงขลา ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจการค้าการลงทุนและการท่องเที่ยวต้องดิ่งลงเหวในหลายวันที่ผ่านมา
        การเข้าพบแม่ทัพภาคที่ ๔ ของ ดร.วันกาเดร์ เจ๊ะมัน มีหลายประเด็นที่น่าสนใจที่ใครหลายคนไม่เคยรู้ แต่ผมอยากนำเสนอให้สังคมได้รับรู้ข้อเท็จจริงของ เรื่องร้ายๆ ในภาคใต้บ้านเรา
            “บทบาทของมาเลเซียในการพูดคุย ถือว่าไม่รู้จริง ไม่รู้ว่าใครมีบทบาทจริงในพื้นที่ เราคิดผิดหากคุยแบบนี้ต่อให้ ๑๐ ปี ก็ไม่จบ” นี่เป็นคำพูดของ อดีตแกนนำต่อต้านรัฐบาลไทยแบบรู้จริง ด้วยบทบาทการเข้ามาเป็นผู้อำนวยความสะดวกของมาเลเซียซึ่งต้องการสร้างภาพต่อประชาคมอาเซียนในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งในภูมิภาคซึ่งหากมีเจตนาด้วยความบริสุทธิ์ในแล้วก็น่าจะเป็นที่ได้รับการยอมรับแต่ในความเป็นจริงที่ทุกฝ่ายรับรู้ในวันนี้กับไม่เป็นอย่างที่คิด เรื่องนี้ต้องหาคำตอบ ดร.วันกาเดร์ฯ กล่าวเพิ่มเติม
      ถามว่าอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนการเรียกร้องเอกราชฟาตอนียังมีอยู่หรือไม่ ตอบได้เลยว่าสำหรับคนที่อายุมากกว่า ๕๐ ปีย่อมมีอยู่บ้างเนื่องจากความรักชาติรักแผ่นดินแต่ปัจจุบันก็ลดบทบาทตัวเอง การก่อเหตุในสมัยนี้ของคนในองค์กรที่มีอุดมการณ์น้อย ไม่ได้มุ่งหวังเรื่องการแบ่งแยกดินแดนหรือความเป็นเอกราช แต่ขึ้นอยู่กับเงินที่ได้จากการก่อเหตุมากกว่า ความแตกแยกในองค์กรนำ ผลประโยชน์ที่ขัดกันและความมุ่งหวังที่จะเป็นผู้นำ เมื่อการแบ่งแยกดินแดนประสบความสำเร็จ เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลายกลุ่มชิงการเป็นผู้นำอยู่ในขณะนี้ ที่เห็นได้ชัดคือกลุ่ม BRNทำให้กลุ่มที่ไม่ได้รับการยอมรับต้องแยกตัวออกจากองค์กรไปก่อเหตุรุนแรงเพื่อสร้างผลงานให้เกิดการยอมรับในกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน สุดท้ายผลกรรมก็ตกไปอยู่ที่ประชาชนตาดำๆ ซึ่งบางครั้งอาจทำไปเพราะความแค้นส่วนตัวหรือเหตุผลส่วนตัว แล้วก็เหมารวมว่าทำเพื่ออุดมการณ์ในที่สุด
นี่เป็นเรื่องจริงที่น่าเศร้าสำหรับคนในพื้นที่
           นอกจากนี้ ดร.วันกาเดร์ฯ ยังกล่าวว่า การพูดคุยสันติภาพที่ผ่านมา ๓ ครั้ง ถือว่าฝ่ายไทยคุยผิดตัว เพราะฮัสซันตอยิบ ไม่มีบทบาทนำและไม่สามารถควบคุมกองกำลังติดอาวุธในพื้นที่ได้ ประกอบกับความไม่เห็นด้วยของกลุ่มอื่นๆ ที่ไม่ยอมรับในความเป็นผู้นำขบวนการรวมทั้งการชิงนำเสนอผ่านสื่อคอมพิวเตอร์หลายครั้งในแบบที่คู่ขัดแย้งในหลายพื้นที่ทั่วโลกไม่เคยทำ ที่ทำให้เครดิตของฮัสซันฯ เริ่มลดน้อยลงบวกรวมกับการกีดกันไม่ให้กลุ่มอื่นเข้ามาร่วมโดยเฉพาะกลุ่ม PULO โดยนายกัสตูรี มะห์โกตา ซึ่งมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาโดนสันติวิธีและขัดกับแนวทางของ BRN ทำให้ยังไม่เกิดการยอมรับจนถึงปัจจุบัน การพูดคุยกับบีอาร์เอ็นรุ่นใหม่และดึงมาให้ครบทุกกลุ่มจึงเป็นแนวทางที่ควรทำ
              จะเห็นว่าขนาด ดร.วันกาเดร์ เจ๊ะมัน อดีตเคยเป็นถึงประธานกลุ่มขบวนการ PULOคงไม่ต้องพูดถึงอุดมการณ์การต่อต้านรัฐไทย การันตีด้วยตำแหน่งประธานขบวนการ PULO ในเรื่องการต่อต้านรัฐไทยย่อมเป็นที่หนึ่งอยู่แล้ว แต่ในปัจจุบัน ท่านค้นพบว่าความคิดในอดีตที่มุ่งในเรื่องการก่อเหตุรุนแรงไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ดี เป็นความคิดที่ผิด และเห็นว่าแนวทางสันติวิธีเป็นหนทางที่ดีที่สุด ท่านผู้อ่านก็คิดและเลือกหนทางของตัวเองก็แล้วกัน อย่าให้เหมือน ดร.วันกาเดร์ฯ ซึ่งคิดผิดมาค่อนชีวิตของตัวเอง...แล้วจะเสียใจเมื่อแก่....!
บูเก๊ะ บือซา.....

วันอาทิตย์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2556

PerMAS วงจรอุบาทว์


1 Bicara Patani Seminar stage Per  M…A…S….
        ชื่อนั้นสำคัญไฉน   น่าแปลกที่คำแต่ละคำนั้นมีความหมาย เวทีเสวนา Bicara Patani ที่ตั้งเป้าไว้ให้ถึง ๒๐๐ เวที  แต่ละเวทีมีเบื้องลึก เบื้องหลัง ที่ปกปิดไว้เป็นความลับ ยากที่กลุ่มบุคคลที่ได้รับผลประโยชน์จะยอมปริปากพูดออกมา หากจะมองให้ลึกแล้วจะรู้ว่า ในมุมมองของกลุ่ม สหพันธ์นิสิตนักศึกษา นักเรียน และเยาวชนปาตานี หรือ PerMAS สร้างภาพลักษณ์ของตนเองให้เป็นที่ยอมรับ มีความน่าเชื่อถือโดยมีเป้าหมายในการเคลื่อนไหวหลัก ๆ คือ
เน้นการสร้างภาพให้ประชาชนในปาตานีมีเอกภาพเป็นหนึ่งเดียว  (Satu Patani)  เพื่อปูทางไปสู่การการกำหนดใจตนเอง (Right to Self Determination : RSD) เพื่อการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมประสานกับองค์กรต่าง ๆ
          แค่อ่านก็จะรู้ว่า เป้าหมายในการเคลื่อนไหวนั้น  มีมิติเร้นลับโดยนัย ที่มุ่งไปสู่ความแตกแยกทางความคิด  “ คิดเฉพาะตนเอง   ประชาชนทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข โดยไม่เลือกเชื้อชาติ ศาสนา ยกเว้นผู้เห็นต่างเท่านั้น ที่พยายามจะสร้างความแตกแยกทางความคิด หลอกล่อ ชักจูง สร้างความเป็นพวกเดียวกัน    ก่อให้เกิดความหวาดระแวงต่อผู้คนรอบข้าง จากนั้นก็แยกตัวออกจากสังคม     และบ่มเพาะความเกลียดชัง เพื่อให้ง่ายต่อการถูกชักจูง ชักนำ ให้เห็นผิดเป็นชอบ แม้กระทั่งใช้ให้ไปตายแทน และแสดงออกด้วยฆ่าอย่างโหดเหี้ยม การลอบวางระบิด และลอบวางเพลิงทำลายสาธารณประโยชน์ ทำให้พี่น้องทั้งชาวไทยพุทธ และมุสลิมที่อยู่ในพื้นที่ได้รับความเดือนร้อน  และเป็นความเดือนร้อนแบบเป็นลูกโซ่  ผู้นำครอบครัวตาย 1 คน สร้างความเดือนร้อนให้กับ พ่อ แม่ ภรรยา และบุตร รวมทั้งผู้ที่ต้องอุปการะดูแลทั้งครอบครัว

               นี่เป็นวาทกรรมที่ต้องนำมาไตร่ตรอง
                  “ การเคลื่อนไหวอันใดจะไร้ค่าหากมันต้องแลกด้วยชีวิตคน   พวกคุณจะ เป็นเพียงร่างทรงของความรุนแรงและใช้เทคนิควิธีของอำนาจไม่ต่างกัน  ภาพของนักเคลื่อนไหวหัวก้าวหน้าที่น่าชื่นชมของปาตานีที่มีมาตั้งแต่ประวัติศาสตร์จะกลายร่างเป็นนักชาตินิยมปาตานีฝ่ายขวาที่นิยมความรุนแรงและไม่เท่าทันโลกที่กำลังหมุนไปข้างหน้า สุดท้ายก็จะมีแต่ความสูญเสีย ไม่มีชัยชนะบนซากศพ ไม่มีใครชนะ มีเพียงความตายของผู้บริสุทธิ์

             นอกจากนี้แล้ว การจัดเวทีเสวนาแต่ละครั้ง    ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก ทั้งการจัดสถานที่ ค่าวิทยากรบรรยาย ค่าอาหาร/สถานที่ ผู้เข้าร่วมเสวนา และการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ล้วนแล้วแต่ใช้เงินให้ทั้งสิ้น   ถามว่า  PerMAS   ได้เงินอุดหนุนมากจากไหน  
             สรุปแล้ว แค่รู้จักวิธีการเขียนโครงการ บิดเบือนข้อเท็จจริง สร้างภาพให้เห็นเป็นความมีอุดมการณ์ เสนอให้กลุ่มศาสนนิยมทั้งหลาย หลอกล่อด้วยร้อยแปดกลยุทธ์  เพื่อให้ได้มาซึ่งการสนับสนุน ล้วนเป็นการทำธุรกิจที่แสวงหาผลกำไรอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่ต้องลงทุน  เพียงแต่ใช้สติปัญญาของตนเองที่มีอยู่ในทางที่ผิด แสวงประโยชน์บนความเดือนร้อน ความทุกทรมานของผู้อื่น

            “ ปัญญาชนทั้งหลาย  อย่าหลงเป็นเหยื่อเข้าร่วมเวทีเสวนา Bicara Patani ” 
เพราะ PerMAS จะถือโอกาส ถ่ายรูป ออกสื่อ เสนอโครงการ รับเงิน จัดเสวนา ปั่นหัว บ่มเพาะความเกลียดชัง และฆ่าทั้งพวกข้าและพวกเขา เป็นวงจรอุบาทว์ที่เปื้อนเลือดอย่างไม่มีที่สิ้นสุด  โดยปีศาจร้ายตนนี้  ซึ่งมีชื่อของกลุ่มและนัยของกลุ่มที่ซ่อนเร้น ดังนี้
     1 Bicara Batani Sminar stage  Per  Money And Saparation
               ( การจัดเวทีเสวนา ๑ ครั้ง   เพื่อ  เงิน  และ ความแตกแยก )


                                                                                                        “ อีแก บาวา ”

วันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ซัยฏอนป่วนใต้ ฆ่าชาวบ้านถี่ยิบบีบรัฐรับ 5 ข้อเสนอ ความพยายามที่ไร้ยางอาย


         การพูดคุยสันติภาพระหว่างสภาความมั่นคงแห่งชาติหรือ สมช. กับผู้แทนของฝ่ายขบวนการที่กำลังมีการรวบรวมตัวแทนจากหลายกลุ่มไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนำอย่าง BRN หรือกลุ่มที่กำลังเข้าร่วมพูดคุยอย่าง PULO และ BIPP ที่มีอันต้องสะดุดกึกลงภายหลังจากที่มีการกำหนดวันพูดคุยครั้งที่ 4 ในช่วงปลายเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลหลายกรณี ทั้งด้วยความไม่พร้อมของฝ่ายขบวนการที่ยังมีความเห็นขัดแย้งกันเองและความต้องการที่จะเข้ามามีส่วนร่วมทั้งของบุคคลและกลุ่มต่างๆ ที่พยายามยกระดับตนเองให้มีบทบาทในการพูดคุยสันติภาพ ด้วยคาดหวังให้เกิดการยอมรับหากมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในพื้นที่ภาคใต้ของไทยตามที่ขบวนการฝันไว้ ทำให้เกิดความไม่ลงตัวจนไม่สามารถกำหนดจุดยืนของขบวนการได้ นั้นเป็นเหตุผลหนึ่ง

          อีกเหตุผลคงหนีไม่พ้นความวุ่ยวายทางการเมืองภายในกรุงเทพมหานครซึ่งเปรียบเหมือนศูนย์รวมอำนาจของรัฐบาลไทยทำให้คณะพูดคุยของฝ่ายไทยซึ่งประกอบกันขึ้นจากหลายส่วนงานจำเป็นต้องสะสางเรื่องวุ่นวายให้จบลงเสียก่อนก็อาจเป็นมูลเหตุอีกประการหนึ่ง

          แต่อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญและน่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้การพูดคุยสันติภาพของสองฝ่ายต้องเกิดอาการชะงักงันหรืออาจถึงมีอันต้องพังพาบลงคือ ข้อเสนอสุดโต่ง 5 ข้อของฝ่ายขบวนการที่ยากต่อการยอมรับเพราะหมิ่นแหม่ต่อความมั่นคงอย่างยากที่จะกล่าว และเป็นที่รู้ๆ กันว่าข้อเสนอทั้ง 5 ข้อที่หลับหูหลับตาเสนอแบบไม่ต้องการให้ได้รับการยอมรับนั้น ฝ่ายขบวนการรู้ดีอยู่แล้วว่า ถึงอย่างไรก็คงไม่ได้รับการตอบรับจากรัฐบาลไทย จึงอาศัยเป็นความชอบธรรมที่จะกล่าวหาว่า รัฐบาลไทยไม่มีความจริงใจที่จะใช้แนวทางสันติ ซึ่งก็เป็นไปตามคาดว่าฝ่ายรัฐบาลไทยก็เงียบไปจริงๆ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดตามที่ยกตัวอย่างข้างต้น

          เลยเข้าทางขบวนการที่จะใช้วิธีสร้างความรุนแรง ลอบสังหารทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้บริสุทธิ์แบบไม่เลือกเป้าหมายเพื่อยกระดับเหตุการณ์ไปสู่สังคมโลกต่อไป

          แต่ในช่วงประมาณสองสัปดาห์ที่ผ่านมาเป้าหมายอ่อนแอโดยเฉพาะไทยพุทธกลับถูกลอบทำร้ายอย่างต่อเนื่อง ทั้งชาวบ้านที่รวมกลุ่มกันไปหาปูเปรี้ยวที่โดนถล่มยิงเสียชีวิตไป 4 รายที่ปัตตานี ชาวบ้านที่กำลังหาของป่าถูกซุ่มยิงบาดเจ็บไป 7 ราย สองสามีภรรยาวัยชราซ้อนท้ายจักรยานยนต์ถูกคนร้ายยิงจนเสียชีวิตทั้งคู่ขณะกำลังกลับจากกรีดยางที่สุคิริน นราธิวาส หรือล่าสุดคนส่งขนมปังก็ถูกประกบยิงขณะกำลังส่งของที่เมาะมาวี ปัตตานี เสียชีวิตไปอีกราย ยังไม่รวมพี่น้องมุสลิมที่โดนด้วยเช่นกันถึง 3 รายซ้อนแม้แต่เด็กอายุเพียง 2 ขวบก็พลอยรับเคราะห์ได้รับบาดเจ็บจากการกระทำอย่างไร้ซึ่งจิตสำนึกของบรรดาโจรที่กล้าเรียกตัวเองว่านักรบไปด้วย

ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าพี่น้องมุสลิมที่โดนลอบสังหารล้วนเป็นกำนันผู้ใหญ่บ้านที่ชนวนเหตุสังหารอาจเกิดจากถูกตามเช็คบิลหลังการเลือกตั้งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นความขัดแย้งทางการเมืองที่เป็นวังวนอุบาทว์ขัดแย้งกันเอง และไม่เกี่ยวกับเหตุก่อความไม่สงบ และเด็ก 2 ขวบนี่ก็คงไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยแน่นอน

การลอบทำร้ายผู้บริสุทธิ์อย่างถี่ยิบครั้งนี้หนักหนาจนหลายฝ่ายจับตามองเห็นถึงความโหดร้ายและไร้มนุษยธรรมของสมาชิก BRN ว่า ทำเกินกว่าที่จะกล่าวอ้างว่าต่อสู้เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับพี่น้องมุสลิม รวมทั้งฝ่ายที่ขับเคลื่อนงานมวลชนและการเมืองของขบวนการก็กำลังถูกสมาชิกติดอาวุธที่ไม่สามารถควบคุมได้  ก่อเหตุสะเปะสะปะทำให้เสียมวลชน งานนี้นัยว่ากลุ่มขบวนการเสียรังวัดด้านมวลชนไปเยอะ

ขณะที่ชาวไทยพุทธที่เรียกตัวเองว่า “เครือข่ายชาวไทยพุทธสนับสนุนกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้" ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการใช้ความรุนแรง และเรียกร้องให้ BRN รับข้อเสนอของรัฐบาลไทยที่จะไม่ทำร้ายผู้บริสุทธิ์และควบคุมสมาชิกของตนไม่ให้ก่อเหตุทำร้ายประชาชนอีกต่อไป ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเสียงนี้ต้องไปถึงองค์กรสิทธิมนุษยชนซึ่งคอยถือหางสนับสนุนขบวนการและแนวร่วมอยู่ด้วย อาการ “เถียงไม่ออก” จึงเกิดขึ้นกับองค์กรเหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และนี่จะทำให้โอกาสในการได้รับเงินสนับสนุนจากการบิดเบือนสถานการณ์ในภาคใต้ร่วมกับขบวนการต้องลดน้อยลงหรืออาจพาลไม่ได้รับเลย เดือดร้อนซิทีนี้
วิชามารแบบเก่าๆ จึงถูกงัดออกมาใช้แบบหน้าด้านๆ อีกครั้ง

เริ่มด้วยเว็บไซต์ patanipost.net ของ PULO กลุ่มนายซาซูดิน คาน ได้ลงข้อความกรณีคนไทยพุทธถูกยิงได้รับบาดเจ็บ 7 ราย ขณะเดินทางกลับจากการหาของป่าที่ จ.นราธิวาส ว่าเนื่องจากรัฐบาลไทยใช้คนหาของป่าเป็นสายสืบให้อยู่เสมอเพื่อหาสถานที่พักพิงของนักต่อสู้ปาตานี และเหตุการณ์ครั้งนี้พบว่ามีเจ้าหน้าที่ร่วมไปกับกลุ่มชาวบ้านด้วยโดยระบุว่าการก่อเหตุต่อนักล่าอาณานิคมสยามจะดำเนินต่อไป ไม่มีสัญญาณบ่งบอกว่าจะเกิดความสงบสุข ขณะที่เว็บเพจ Jihad pattani merdeka islamku ซึ่งเพิ่งจะเริ่มเปิดใช้เมื่อไม่นานมานี้และเป็นกระบอกเสียงของโจรเช่นเดียวกันระบุว่า เหตุยิงประชาชนมุสลิมในพื้นที่ อ.สายบุรี, อ.ยะรัง จ.ปัตตานี และ  อ.รามัน จ.ยะลา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน และ เด็กอายุ 2 ขวบบาดเจ็บด้วยนั้นเป็นนโยบายฆ่าชาวมลายูของนักล่าอาณานิคมสยามที่มีอย่างต่อเนื่อง

คงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมว่าบิดเบือนอย่างไรนะครับ เพราะได้ให้รายละเอียดและเบื้องลึกของเหตุการณ์ไว้ข้างบนแล้ว

การบิดเบือนข้างต้น โดยเฉพาะการนำเสนอของกลุ่มนายซาซูดิน คาน ซึ่งเป็นรู้กันว่าเป็นกลุ่มที่ไม่ยอมรับแนวทางการใช้สันติวิธีหรือการพูดคุย ขณะเดียวกันก็เป็นกลุ่มที่ไม่มีบทบาทในการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้มากนัก แต่กลับแสดงบทบาทเหมือนกับว่ากลุ่มของตนมีศักยภาพที่จะกำหนดความเป็นไปของสถานการณ์ในพื้นที่ได้การกระทำเยี่ยงนี้เห็นได้ชัดว่ากำลังพยายามยกระดับให้กลุ่มของตนมีความสำคัญขึ้นมาเพื่อหวังผลทางใดทางหนึ่งซึ่งในภาวะที่ความขัดแย้งภายในของขบวนการที่กำลังรุนแรงเหมือนกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากแล้ว การบิดเบือนเข้าข้างตัวเองโดยหวังผลทั้งขึ้นทั้งล่องแบบนี้ ในระดับของผู้ที่เรียกตัวเองว่าเป็นผู้นำแล้ว “นับว่าเป็นความพยายามที่ไร้ยางอายโดยแท้”


          ซอเก๊าะ  นิรนาม