วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2556

อย่าฝากความหวังไว้แค่..."โต๊ะเจรจา"

    คำถามแรกที่ผู้แทนฝ่ายความมั่นคงไทยต้องถามในวงพูดคุยสันติภาพดับไฟใต้อย่างเป็นทางการนัดแรกในวันที่ 28 มี.ค.นี้กับกลุ่มที่อ้างตัวว่าเป็นแกนนำขบวนการบีอาร์เอ็น ก็คือ เหตุใดความรุนแรงที่กระทำต่อเป้าหมายอ่อนแอยังคงเกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

เพราะแม้ฝ่ายความมั่นคงไทยจะอ้างว่า การพบปะหารือจนถึงขั้นลงนามในข้อตกลงริเริ่มกระบวนการพูดคุยสันติภาพ เมื่อ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา จะยังไม่ได้มีการเสนอเงื่อนไขใดๆ ระหว่างกัน แต่ข่าววงในจากคนที่ไปร่วมวงพูดคุยลับๆ อีกครั้งหลังจากนั้น คือในวันที่ 5 มี.ค.ก็ยืนยันชัดเจนว่ามีการ "ร้องขอ" กันเบื้องต้นแล้วว่าให้ช่วยลดการก่อเหตุรุนแรงโดยเฉพาะระเบิดในเขตชุมชนเมืองซึ่งสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินสูงมาก รวมทั้งลดการกระทำต่อเป้าหมายอ่อนแอ เช่น ผู้หญิง เด็ก และครู

ทว่าตลอดห้วงเวลาเกือบ 1 เดือนที่ผ่านมากลับมีเหตุรุนแรงในเขตเมืองเกิดขึ้นหลายเหตุการณ์ และยังมีเป้าหมายอ่อนแอได้รับผลกระทบด้วย ไล่ตั้งแต่

- 1 มี.ค. คาร์บอมบ์และมอเตอร์ไซค์บอมบ์ในเขตเทศบาลเมืองนราธิวาส มีผู้บาดเจ็บ 6 ราย
- 2 มี.ค. คาร์บอมบ์ในเขต อ.เมืองยะลา ทำให้ทหารพรานเสียชีวิต 2 นาย มีผู้บาดเจ็บอีก 12 ราย
- 21 มี.ค. มอเตอร์ไซค์บอมบ์ในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี ทำให้เด็ก 9 ขวบเสียชีวิต และมีผู้บาดเจ็บอีกกว่า 10 ราย

ยังไม่นับเหตุระเบิดครั้งรุนแรงในพื้นที่ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 15 มี.ค. ทำให้สูญเสียนายตำรวจน้ำดีไปถึง 3 นาย และเหตุการณ์ในลักษณะป่วนเมืองครั้งละหลายจุดอีกหลายครั้ง

เหล่านี้เป็นสิ่งที่ฝ่ายความมั่นคงไทยต้องได้รับคำตอบที่ชัดเจนว่าสถานการณ์ความรุนแรงยังทรงตัวอยู่เช่นนี้เพราะอะไร หรือยังไม่ได้สื่อสารกับระดับปฏิบัติในพื้นที่ หรือมีเหตุผลอื่น หรือทางฝ่ายขบวนการจะสรุปว่าจำนวนเหตุร้ายขนาดนี้ถือว่าลดระดับลงแล้ว ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อนำคำตอบที่ได้มาประเมินผลต่อไป เนื่องจากหลายเสียงจากผู้ทรงคุณวุฒิที่ติดตามสถานการณ์ภาคใต้อย่างใกล้ชิดยังคงตั้งคำถามว่า กลุ่มบุคคลที่ทางการไทยไปเปิดหน้าเจรจาด้วยนั้นเป็น "ตัวจริง" หรือเปล่า

แม้ความเป็น "ตัวจริง" ในทัศนะของผมจะไม่ได้สลักสำคัญอะไรมากมาย แต่สำหรับในกระบวนการสันติภาพที่ใช้การตั้งโต๊ะเจรจาเป็นเครื่องมือแล้ว ความเป็น "ตัวจริง" มีผลต่อความเชื่อมั่นไม่น้อย โดยเฉพาะความเชื่อมั่นของสังคมที่เฝ้ามองอยู่ หากความเชื่อมั่นนี้หมดไป ความสำเร็จย่อมหดหายตามไปด้วย

จะว่าไปแล้ว ความเป็น "ตัวจริง" ซึ่งหมายถึงการมีศักยภาพสั่งการกองกำลังติดอาวุธในพื้นที่ได้จริงๆ ในบางมิติอาจมีความสำคัญ เช่น มิติที่กลุ่มต่อต้านรัฐมีเพียงกลุ่มเดียวหรือน้อยกลุ่ม และมีตัวตนชัดเจน มีโครงสร้างการบังคับบัญชาที่รับรู้ได้ ดังเช่น ขบวนการอาเจะห์เสรี หรือ กัม (GAM) ในกรณีอาเจะห์กับอินโดนีเซีย หรือขบวนการปลดปล่อยอิสลามโมโร (เอ็มไอแอลเอฟ) ในกรณีมินดาเนากับรัฐบาลฟิลิปปินส์

แต่หากพิจารณาในอีกบางมิติ ความเป็น "ตัวจริง" หรือ "ตัวปลอม" ก็อาจไม่ใช่สาระอะไรมากนัก โดยเฉพาะหากเราเชื่อในทฤษฎีที่ว่า กลุ่มที่ใช้ความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้มีมากมายหลายกลุ่ม
ที่สำคัญ "กลุ่มหลัก" ที่ใช้ความรุนแรงมาตลอด (เชื่อกันว่าเป็นกลุ่มบีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนต) ยังเลือกใช้วิธีจัดโครงสร้างแบบ "องค์กรลับ" ส่งผลให้โครงสร้างองค์กรไม่มีความชัดเจน และเมื่อการต่อสู้มีความยืดเยื้อยาวนาน ย่อมมีโอกาสสูงที่กลุ่มติดอาวุธอาจขยายวงไปมาก คือแตกกลุ่มแตกสาขากันไปตามอุดมการณ์ความเชื่อของแต่ละพวกแต่ละคน ทำให้เกิดภาวะ "ไร้เอกภาพ" อย่างสิ้นเชิง และองค์กรนำ (เดิม) ไม่อาจบังคับบัญชาได้ 100%

หากเราเชื่อว่าสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ในสภาพนั้น การเจรจากับใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งย่อมแทบจะไร้ผลในการยุติความรุนแรงในภาพรวม ฉะนั้นการที่เราตั้งความหวังกับกระบวนการพูดคุยเจรจามากๆ สุดท้ายอาจจะผิดหวังก็ได้

ส่วนตัวผมมองว่าทฤษฎีที่หยิบยกมาใกล้เคียงกับสภาพจริงในพื้นที่อย่างมาก เนื่องจากได้ลองให้คนในพื้นที่ช่วยสอบถามกลุ่มติดอาวุธที่ถูกเรียกว่า "อาร์เคเค" หลายครั้ง หลายคน ได้คำตอบใกล้เคียงกันว่าไม่รู้จักเลยว่ารัฐไทยไปเจรจากับใคร และไม่ได้รับสัญญาณไม่ว่าจากทางใดให้ลดระดับการก่อเหตุรุนแรงลง

ด้วยเหตุนี้ผมจึงคิดว่าทางที่ดีและรอบคอบที่สุด คือเราควรใช้กระบวนการพูดคุยเจรจาเป็นเพียง "กลไก" หรือเครื่องมือหนึ่งในหลายๆ เครื่องมือในการแก้ไขปัญหา ไม่ใช่ทุ่มเทความหวังไปที่การพูดคุยเจรจาเสมือนหนึ่งว่าเป็นคำตอบเดียวของปัญหาชายแดนใต้ แล้วลืมการแก้ไขปัญหาพื้นฐานต่างๆ ที่เป็น "เงื่อนไข" ของความขัดแย้งและยังปรากฏอยู่อย่างดาษดื่น

เพราะท่ามกลางปัญหาที่มีมิติซับซ้อนสูงและมีกลุ่มที่เห็นต่างกับรัฐค่อนข้างหลากหลายเช่นนี้ หัวใจของการแก้ปัญหาย่อมหนีไม่พ้นการลดทอน "เงื่อนไข" ที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากเลือกใช้ความรุนแรงให้ลดลงเรื่อยๆ นั่นก็คือการมียุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติที่หลากหลาย แล้วขับเคลื่อนงานไปพร้อมๆ กัน

หลายเรื่องผมไม่เห็นความจำเป็นว่าต้องรอการพูดคุยสันติภาพแต่อย่างใด เพราะเป็นเรื่องที่คนทำงานภาคใต้ก็ทราบๆ กันดีอยู่แล้วว่าควรทำอะไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเป็นธรรมทางคดี การลดการใช้กฎหมายพิเศษ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค ไม่เลือกพุทธ-มุสลิม ไม่เลือกว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือประชาชน การคลี่คลายคดีคาใจต่างๆ รวมไปถึงการเคารพสิทธิมนุษยชน หรือแม้แต่การปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ (ที่เป็นการปกครองท้องถิ่นจริงๆ) ก็สามารถเดินหน้าไปได้เลย หากเป็นความต้องการของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

เท่าที่ผมเคยร่วมเวทีพูดคุยวงปิดกับประชาชนสาขาอาชีพต่างๆ ในพื้นที่ชายแดนใต้ พบว่าสิ่งที่ประชาชนอยากได้มากๆ ไม่ใช่ "เขตปกครองพิเศษ" ในความหมายของการปกครองตนเอง หรือในรูปแบบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ แต่เป็นการเพิ่มช่องทางให้ "คนดีๆ" ได้เข้าสู่ระบบตัวแทนเพื่อเข้าไปเป็นผู้บริหารในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีอยู่ เช่น เพิ่มคุณสมบัติให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งระดับต่างๆ โดยเฉพาะกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือนายก อบต.ต้องจบปริญญาตรี เพื่อแก้ปัญหาการใช้ระบบเครือญาติผูกขาดเก้าอี้ และมีกลไกลดความขัดแย้งในการเลือกตั้ง อาทิ ใช้ระบบประชาคมที่อิงกับหลักการทางศาสนา หรือการมี "สภาซูรอ" คอยคัดกรองผู้สมัคร เป็นต้น

เรื่องเหล่านี้ผมว่าไม่เห็นต้องรอ นายฮัสซัน ตอยิบ หรือแกนนำบีอาร์เอ็นคนไหนมาเรียกร้อง เพราะสามารถทำได้ทันที และยังเป็นการแสดงความจริงใจด้วยว่ารัฐต้องการให้เกิดสันติสุขอย่างแท้จริงโดยมี "ประชาชน" เป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ถูกครหาว่ามี "ผลประโยชน์ทางการเมือง" เป็นตัวตั้งดังที่เป็นอยู่!

ที่มา http://m.southdeepoutlook.com/news_content.php?id=10000361 

วันพุธที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2556

ถอยคนละก้าว ให้ที่ยืนแก่กัน ร่วมสร้างสันติสุขในบ้านเรา



           
       เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา กรรมการสภาประชาสังคมชายแดนใต้ทั้งคณะได้ไปประชุมที่ ศอ.บต. ยะลา โดยเชิญทหารตำรวจที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ค่ายนาวิกโยธินถูกโจมตีที่บาเจาะ นราธิวาสเมื่อ 13 ก.พ. 2556 มาเล่าข้อมูลและแลกเปลี่ยนซักถามกัน  ผู้การฯ นาวิกโยธินเล่าให้ที่ประชุมฟังว่า มักถูกนักข่าวถามว่าไล่ล่าพวกโจรไปถึงไหนแล้ว  ตอบว่าตนไม่ได้คิดจะทำอย่างนั้นเลย เพราะคนเหล่านี้ไม่ใช่โจร เขาเป็นเพียงพี่น้องที่เห็นต่างและเคยมีประสบการณ์ถูกกระทำจากรัฐมาก่อน  แทนที่จะไล่ล่าตนกลับจะต้องรีบรุดไปหาญาติพี่น้องของเขาเหล่านั้นแทน เพื่อแสดงความเสียใจและเห็นอกเห็นใจ
          อันที่จริงการสู้รบทั้งสองฝ่าย ต่างผลัดกันได้เปรียบเสียเปรียบกันมาโดยตลอด ความสูญเสียทุกครั้ง ไม่ว่าของฝ่ายใดล้วนเป็นเรื่องที่น่าเศร้าโศกเสียใจทั้งสิ้น เพราะทุกคนคือพี่น้องคนไทย ทุกคนเป็นเพื่อนมนุษย์ ไม่ควรที่เราจะมายินดีหรือยินร้ายกับใคร ไม่ควรสะใจหรือโกรธแค้นเหมือนคนเชียร์มวย  แต่เราควรต้องช่วยกันภาวนาให้ทั้งสองฝ่ายหยุดสู้รบกัน โดยส่งเสียงดังๆ ว่าขอสันติภาพกลับคืน
    
          วันนี้ผมมีข้อเสนอรูปธรรมการถอยคนละก้าวและให้ที่ยืนแก่กันและกัน  เป็นเสียงเพรียกเพื่อสันติภาพจากภาคประชาสังคมครับ

1. สร้างเงื่อนไขการหยุดยิง สร้างบรรยากาศสันติภาพ (Peace Building)
          การหยุดใช้ความรุนแรงเข้าห้ำหั่นกัน การเกิดความรู้สึกที่ปลอดภัย การสามารถใช้วิถีชีวิตที่เป็นปกติสุขได้ เหล่านี้คือรูปธรรมของสันติภาพ ซึ่งไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพังหรือการใช้กำลังที่เหนือกว่าไปบังคับอีกฝ่าย จึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันสร้างบรรยากาศสันติภาพ ดังนี้
          1) รัฐบาล ต้องประกาศเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ในการสร้างสันติภาพ พร้อมทั้งแสดงความจริงใจด้วยการนำ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในฯ มาใช้แทน พ.ร.ก.การบริหารราชการในภาวะฉุกเฉินฯ แบบเต็มทั้งพื้นที่ โดยทันที  นี่เป็นงานการเมืองและงานนโยบายเชิงรุกที่น่าจะเหมาะสมที่สุดสำหรับสถานการณ์ขณะนี้ นักการเมืองไม่ควรไปแย่งฝ่ายปฏิบัติทำในเรื่องอื่นที่ไม่ใช่บทบาทหน้าที่ ไม่ควรกลัวว่าใครจะมาแย่งซีน ไม่ฉวยโอกาสหาเสียงกันแบบมักง่าย ความมั่นคงไม่ใช่เรื่องเล่น จะต้องทำให้เรื่องนี้พ้นจากความเป็นขั้วเป็นฝ่ายทางการเมืองเสียที
          2) ฝ่ายขบวนการ  (BRN Coordinate, RKK, Juwae) ต้องหยุดระเบิด หยุดเข่นฆ่าทำร้ายผู้บริสุทธิ์ที่ไร้ทางสู้ โดยทันทีเช่นกัน เพราะการปฏิบัติการณ์เช่นนั้นรังแต่จะเสียการเมือง ทำลายความชอบธรรมในการต่อสู้  พื้นที่สำหรับยืนในระยะยาวจะยิ่งหดแคบ ความกลัวของสาธารณชนในท้องถิ่นเมื่อถึงขีดสุด จะเปลี่ยนเป็นความเกลียดและกล้าที่จะเป็นปฏิปักษ์
       3) สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการเมืองของฝ่ายรัฐ ต้องเดินหน้ากระบวนการพูดคุยและเจรจาสันติภาพกับกลุ่มผู้เห็นต่างในระดับผู้ตัดสินใจอย่างหวังผลสัมฤทธิ์ ต้องใช้การข่าวและหลักวิชาชีพที่เป็นจุดแข็งของสถาบันและความเป็นมืออาชีพในการทำงาน ไม่ปล่อยให้พรรคการเมืองมาใช้เป็นเครื่องมือจนเสียการ
      4) กอ.รมน. ในฐานะหน่วยงานหลักด้านปฏิบัติการด้านการทหาร ต้องเข้มแข็งในการบังคับใช้กฎหมายและรักษาความสงบปลอดภัยของบ้านเมือง ต้องใช้มาตรการการเมืองนำการทหารอย่างเข้มข้นและเตรียมการรองรับการคืนสู่เหย้าเข้าร่วมพัฒนาชายแดนใต้ของพี่น้องผู้เห็นต่าง
       5)ศอ.บต.ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการพัฒนา ต้องเดินหน้าการเยียวยาเชิงสมานฉันท์ในเชิงรุกและสนับสนุนการฟื้นฟูพัฒนาพื้นที่ สร้างความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำ โดยทุกกิจกรรมทุกขั้นตอนต้องสนับสนุนให้ชุมชนมีส่วนร่วมในเชิงคุณภาพอย่างจริงจัง
          6) ภาคประชาสังคม ในฐานะเป็นพลังที่เป็นกลาง ต้องทำหน้าที่กำกับ สนับสนุนและตรวจสอบทุกฝ่าย รวมทั้งร่วมสร้างบรรยากาศสันติภาพอย่างจริงจัง ในทุกรูปแบบ

2. เสริมสร้างบทบาทและพลังชุมชนในงานพัฒนา (People Empowerment)
          การพัฒนาที่ถูกทิศทางและมีความสมดุล สามารถป้องกันปัญหาความขัดแย้งได้ จึงนำมาซึ่งสันติภาพและสันติสุข ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การพัฒนาที่ยั่งยืนคือการพัฒนาที่ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง ชุมชนเป็นแกนหลักและประชาชนมีบทบาทสำคัญ  จึงขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง พัฒนาระบบและกลไกสนับสนุนภาคประชาชนในงานพัฒนา ดังนี้
          1) รัฐบาล ควรจัดตั้งองค์การมหาชนเพื่อเป็นกลไกการทำงานเสริมให้กับ ศอ.บต.ในการสนับสนุนการฟื้นฟูและพัฒนาชุมชนชายแดนใต้ ตลอดจนสนับสนุนงบประมาณและกำกับดูแลให้เป็นองค์กรเสริมสร้างพลังชุมชนท้องถิ่นที่ปลอดจากการเมืองและมีความเป็นมืออาชีพในด้านงานพัฒนาอย่างแท้จริง
          2) ภาคประชาสังคม ควรก่อตั้งกลไกและพัฒนาระบบมูลนิธิกองทุนชุมชน (community foundation) เพื่อระดมการบริจาคสาธารณะและจัดการทุนสนับสนุนแก่กลุ่มและองค์กรอาสาสมัครที่หลากหลายในพื้นที่ เพื่อฟื้นฟูและพัฒนาชายแดนใต้เคียงคู่กับภาครัฐด้วยระบบการพึ่งตนเอง

3. ส่งเสริมการกระจายอำนาจเพื่อการจัดการตนเอง (Decentralization)
          การพูดคุยเรื่องการกระจายอำนาจในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากเป็นการเปิดพื้นที่สันติให้กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีความเห็นต่างได้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างมั่นใจแล้ว ยังช่วยให้ประชาชนในระดับฐานรากได้มีโอกาสเปิดโลกทัศน์รับข้อมูลและความรู้ใหม่ๆ  ถึงแม้นว่าการหาข้อยุติในรูปแบบการเมืองการปกครองที่มีลักษณะเฉพาะสำหรับท้องถิ่นชายแดนใต้ยังคงต้องใช้ระยะเวลา แต่การเคลื่อนไหวอย่างสันติวิธีเช่นนี้ก็นับว่าเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาความเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในระบอบประชาธิปไตยเป็นอย่างยิ่ง จึงขอให้ทุกฝ่ายสนับสนุน ดังนี้
          1) สถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ ควรส่งเสริมสนับสนุนให้มีเวทีวิชาการเพื่อพัฒนารูปแบบทางเลือกการกระจายอำนาจที่หลากหลาย ให้ประชาชนมีส่วนร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างกว้างขวางและต่อเนื่องต่อไป
          2) สภาประชาสังคมชายแดนใต้ ควรจัดทำสรุปประเด็นสำคัญความต้องการของภาคประชาชนด้านการกระจายอำนาจที่ได้จากการจัด 200 เวที เสนอต่อสาธารณะและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสนับสนุนกิจกรรมการเสนอกฎหมายกระจายอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นชายแดนใต้สามารถจัดการตนเองได้มากขึ้น  ทั้งนี้ให้เป็นไปตามขั้นตอนและกติกาของรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด

ที่มา  พลเดช  ปิ่นประทีป 
หมายเหตุ: เขียนให้โพสต์ทูเดย์ 6 มีนาคม 2556

วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

โจรใต้อหังการโดนวิสามัญ 16 ศพ หรือความเบื่อหน่ายจะถึงจุดแตกหัก


       

       การไล่ล่าโจรใต้ที่อหังการใช้กำลังกว่า 50 คนเข้าโจมตีฐานทหารนาวิกโยธินที่บ้านยือลอ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาสเมื่อวันที่ 13 ก.พ.56 ที่ผ่านมาซึ่งผลการตอบโต้ของฝ่ายเจ้าหน้าที่ทำให้คนร้ายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุจำนวน 16 คนจนถึงขณะนี้นั้นฝ่ายความมั่นคงยังคงพยายามไล่ติดตามส่วนที่เหลือที่กำลังหลบหนีอย่างไม่ลดละ  และคาดว่าจะมีส่วนหนึ่งที่ได้รับบาดเจ็บ  ขณะที่ฝ่ายขบวนการก็โปรยใบปลิวทั่วพื้นที่ว่าจะตอบโต้เพื่อเป็นการแก้แค้นให้กับผู้ที่เสียชีวิต  ซึ่งกำลังเป็นที่จับตาว่าฝ่ายความมั่นคงจะเตรียมรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร  แต่ที่แน่ๆ  ความเดือดร้อนจากการแก้แค้นที่จะเกิดขึ้นครั้งนี้คงหนีไม่พ้นพี่น้องประชาชนในพื้นที่อีกเช่นเคย
         และในขณะที่กำลังเขียนอยู่นี้  ปฏิบัติการจองเวรแบบไม่เลือกหน้าไม่เว้นแม้แต่เด็กและสตรีของบรรดานักรบขี้ยาฟาตอนีก็เริ่มขึ้นแล้วที่ปัตตานีตั้งแต่คืนวันที่ 16 ต่อเนื่องถึงวันที่ 17 ก.พ.56  ในลักษณะระเบิดและวางเพลิงป่วนเมืองจนทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์บาดเจ็บไปหลายราย
          ย้อนกลับไปดูเหตุโจมตีฐานทหารของกลุ่ม RKK แบบพิจารณารายละเอียดกันซักนิดจะพบว่าความสูญเสียของฝ่ายขบวนการในครั้งนี้นั้นเพราะเจ้าหน้าที่ได้รับเบาะแสข่าวสารจากประชาชนในพื้นที่แจ้งเตือนถึงการปฏิบัติการครั้งใหญ่ทำให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่มีเวลาวางแผนเตรียมการตอบโต้เป็นอย่างดี 
          ประเด็นหลักที่ฟันธงได้คือความเบื่อหน่ายกับการก่อเหตุร้ายแบบไร้ทิศทางของขบวนการที่ส่งผลกระทบกับประชาชนในทุกด้าน  และที่ประชาชนโดยเฉพาะพี่น้องมุสลิมรับไม่ได้คือการสังหารครูชลธี  เจริญชล ครูมุสลิมที่เป็นที่รักของเด็กนักเรียน  ผู้ปกครองและชาวบ้าน  ซึ่งเป็นที่รู้กันในพื้นที่ว่ากลุ่มคนร้ายที่สังหารครูนั้นคือกลุ่มของนาย  มะรอโซ  จันทรวดี  แกนนำในพื้นที่ซึ่งมีหมายจับยาวเหยียด   นี่อาจเป็นชนวนเหตุประการหนึ่งที่นำไปสู่การให้ข่าวสารกับเจ้าหน้าที่จนนายมะรอโซ ฯ  ถูกวิสามัญพร้อมกับพวกในครั้งนี้
          อีกประเด็นที่น่าจะตอบข้อสงสัยและความเข้าใจที่อาจจะคลาดเคลื่อนของชาวบ้านได้คือ กลุ่มชายฉกรรณ์ที่แต่งชุดลายพรางหรือแต่งชุดดำแบบทหารพราน แล้วออกก่อกรรมทำเข็ญกับประชาชนด้วยการวางระเบิดตรงโน่น   ยิงชาวบ้านตรงนี้แล้วหายเข้ากลีบเมฆพร้อมโยนความผิดให้กับฝ่ายความมั่นคงนั้นเป็นใครกันแน่  ที่เลวร้ายโดดเด่นที่สุดและไม่เหมือนกลุ่มก่อการร้ายใดๆ ในโลกนี้คือ  กลุ่มขบวนการในประเทศไทยไม่เคยออกมาประกาศความรับผิดชอบต่อการกระทำใดๆ เหมือนในต่างประเทศ  นั่นยิ่งสร้างความสับสนให้ประชาชนอีกยกใหญ่
แต่วันนี้ปรากฏชัดว่ากลุ่ม RKK ที่เข้าปฏิบัติการและเสียชีวิตในคืนวันนั้น  แต่งกายด้วยเครื่องแบบเหมือนเจ้าหน้าที่พร้อมด้วยเสื้อเกราะและอาวุธครบมือ  และจากผลการตรวจพิสูจน์ทั้งอาวุธและเสื้อเกราะก็ล้วนเป็นยุทโธปกรณ์ที่แย่งยึดไปจากเจ้าหน้าที่  รวมทั้งเคยใช้ในการก่อเหตุสังหารทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่ในหลายกรรมหลายวาระ ซึ่งคงเป็นข้อยืนยันได้ว่าหลายเหตุการณ์ที่ขบวนการใช้วิธีป้ายสีว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่นั้นได้รับการพิสูจน์แล้วว่า แท้จริงแล้วก็เป็นฝ่ายขบวนการนั้นเอง 
          ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นที่รู้กันของคนในพื้นที่ส่วนใหญ่ว่าอะไรเป็นอะไร  คงมีเพียงแกนนำแนวร่วมในพื้นที่เท่านั้นที่ใช้การโฆษณาชวนเชื่อหลอกลวง ข่มขู่ชาวบ้านไปแบบข้างๆ คูๆ แต่กลับได้ผลอย่างน่าประหลาด
          การอาละวาดฟาดหัวฟาดหางของขบวนการด้วยการก่อเหตุต่างๆ นาๆ จนทำให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นทุกวันในขณะนี้นั้น  จึงไม่ส่งผลดีต่อขบวนการแบ่งแยกดินแดนแต่อย่างใด  และรังแต่จะทำให้สถานการณ์ด้านมวลชนของฝ่ายขบวนการเลวร้ายลง  เพราะผู้ที่รับกรรมนอกเหนือจากประชาชนที่นับถือศาสนาพุทธแล้วอีกส่วนมิใช่ใครที่ไหนก็เป็นพี่น้องมุสลิมที่ฝ่ายขบวนการบอกว่าจะปกป้องนั่นเอง
          แต่ไม่ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะเกิดผลดีหรือไม่ดีต่อฝ่ายไหนอย่างไร  ผลที่เกิดขึ้นแล้วคือการสูญเสียชีวิตเลือดเนื้อที่ทุกฝ่ายไม่อยากให้เกิดขึ้นเพราะทุกคนล้วนเป็นคนไทย  และในวันที่เรากำลังต้องการความรักความสามัคคีเพื่อช่วยกันทำให้บ้านเมืองสงบร่มเย็น  การใช้โอกาสในการพูดคุยจึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีเพื่อลดการสูญเสียย่อมมีประโยชน์เกื้อกูลในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงของประเทศมากกว่าการหยิบอาวุธมาเผชิญหน้ากันมิใช่หรือ
                             
          ซอเก๊าะ   นิรนาม

วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

โจรใต้สุดโต่งกราดยิงชาวนาที่มาจากจังหวัดสุพรรณบุรีและจังหวัดสิงห์บุรี เพื่อช่วยแนะนำการทำนาให้กับเกษตรกรในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้


            เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2556 .ที่ผ่านมา คนร้าย จำนวน 4 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ จำนวน  2 คัน ได้ใช้อาวุธปืนสงครามกราดยิงรถยนต์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งบรรทุกชาวนาที่มาจากจังหวัดสุพรรณบุรีและจังหวัดสิงห์บุรี (อยู่ทางภาคกลางตอนเหนือของประเทศไทย) ขณะเดินทางกลับจากการแสดงสาธิตการทำนาให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ตำบลบาโลย อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี เพื่อกลับบ้านพักที่วัดปิยาราม  ตำบลปิยามุมัง อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ทำให้มีผู้เสียชีวิต จำนวน 2 คน และบาดเจ็บ จำนวน 11 คน
             ชาวนาจากพื้นที่ภาคกลางตอนเหนือของประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ เป็นเกษตรกรที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการทำนา และได้ชื่อว่าเป็นผู้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย เปรียบเสมือน “เป็นอู่ข้าวอู่น้ำป้อนอาหารให้กับมวลมนุษยโลก  แต่เป็นที่น่าเสียใจอย่างยิ่งที่ชาวนากลุ่มนี้ต้องมาจบชีวิตและถูกทำร้ายในพื้นที่จังหวัดปัตตานี พวกเขาเดินทางมาที่จังหวัดปัตตานี ด้วยเจตนาดีมุ่งมั่นต้องการช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพี่น้องคนไทยที่นักถือศาสนาอิสลาม ที่ยังขาดองค์ความรู้ในการพัฒนาวิธีการทำนาให้ได้ผลผลิตสูง พวกเขาอาสาเข้ามาในพื้นที่ ตามโครงการฟื้นฟูนาร้างกว่า 20,000 ไร่(ทุ่งนาที่ถูกทิ้งร้างไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์) ของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นโครงการเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับชาวนากว่า 5,000 ครอบครัว ส่งเสริมให้เกษตรกรมีความร่วมมือกันในชุมชน ลดต้นทุนการผลิต และ  ที่สำคัญได้ประยุกต์หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ โดยใช้กระบวนการทำการเกษตรแบบผสมผสาน ซึ่งโครงการดังกล่าวจะสามารถสร้างต้นแบบ และองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรในชนบทได้นำไปทดลองปฏิบัติ เป็นการยกระดับฐานะความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยให้ดีขึ้น
             จากเหตุการณ์ไล่ฆ่าชาวนาผู้บริสุทธิ์แม้พวกเขาจะเป็นผู้ที่เสียสละเดินทางมาเพื่อช่วยเหลือพี่น้องมุสลิมก็ตาม แต่เพียงเพราะว่าพวกเขาเหล่านั้นเป็นคนต่างศาสนิก  สิ่งที่เกิดขึ้นได้แสดงให้เห็นพฤติกรรมความโหดเหี้ยมของมุสลิมบางคนบางกลุ่ม เป็นพวกไร้มนุษยธรรม และ “สุดโต่ง” ทางความคิดเหนือขอบเขตที่ศาสนาอิสลามกำหนด สร้างความแตกแยกในสังคม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเชื่อว่าเป็นความพยายามต้องการสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นระหว่างพี่น้องประชาชนไทยที่นับถือศาสนาพุทธกับศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นแนวทางที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบได้วางแผนการปฏิบัติอันนำไปสู่ความสำเร็จในการสร้างความแตกแยก และต่อสู้กันเองระหว่างคนไทยด้วยกัน ซึ่งเชื่อว่าผู้ที่มีพฤติกรรมดังกล่าวมีจำนวนไม่มากในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย
             ขอให้พี่น้องมุสลิมในประเทศไทยและต่างประเทศ ออกมาประณามและขจัดพวก “สุดโต่ง” ที่ทำลายความน่าเชื่อถือ และนำความเสื่อมเสียมาสู่มุสลิมทั่วโลกซึ่งเป็นผู้รักสันติสุขในครั้งนี้ พวกเขาได้ทำให้เห็นถึงความอัปยศ และได้ทำลายมวลชนแนวร่วมของพวกเขาเองที่รับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  พี่น้องชาวนาที่เป็นมุสลิมในพื้นที่จังหวัดปัตตานีได้รวมตัวกันออกมาต่อต้านพวก “สุดโต่ง” เป็นจำนวนมาก
                ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวชาวนาผู้เสียชีวิต และผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมกับขอชมเชยในความเสียสละของพวกท่าน  หวังว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อีก

อับดุลคอนี   สาแหระ






วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2556

“โรฮิงญา” มันตภัยชนเผ่าไร้สัญชาติ กับความเมตตาที่ไร้พรมแดน




ข่าวการหลั่งไหลเข้ามาทางภาคใต้ประเทศไทยอย่างต่อเนื่องชาวมุสลิมโรฮิงญา ชนกลุ่มน้อยซึ่งอาศัยอยู่ในรัฐยะไข่ซึ่งเป็นรัฐหนึ่งทางภาคตะวันตกของเมียนมาร์  พร้อมกับภาพเรือมนุษย์ลำน้อยที่แออัดยัดทะนานลอยลำอยู่กลางทะเล  ซึ่งมาขึ้นฝั่งในหลายพื้นที่ทางตอนใต้ของไทย  และได้ถูกเจ้าหน้าที่ ตม.ไทยจับกุมในข้อหาเป็นผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฏหมายโดยให้อาศัยอยู่ในพื้นที่ควบคุมในพื้นที่ทั้ง อ.สะเดา จ.สงขลา จำนวนกว่าหนึ่งพันคน ซึ่งบางส่วนได้นำมาดูแลในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยในขณะนี้นั้น กำลังเป็นจับตามองของหลายฝ่ายทั้งในและนอกประเทศว่ารัฐบาลไทยจะทำอย่างไรกับโรฮิงญากลุ่มนี้ 

ภายใต้กระแสการวิพากษ์ในมุมมองต่างๆ พร้อมเสนอแนวทางออกรวมทั้งการตั้งข้อเรียกร้องหลายประการจากองค์กรต่างๆ โดยเฉพาะองค์กรของพี่น้องมุสลิมว่าต้องให้การดูแลช่วยเหลือ  ไม่เว้นแม้แต่ชาวมุสลิมโรฮิงญาที่หลบหนีเข้าเมืองมาเองที่ยังร้องขอต่อรัฐบาลไทยว่าอย่าส่งกลับไปเมียนมาร์  ด้วยเหตุผลว่า  ถ้าส่งกลับไปพวกเขาต้องถูกฆ่าตาย

แน่นอนว่าจากแรงกดดันข้างต้นจะส่งผลให้รัฐบาลไทยในวันนี้อยู่ภาวะ “กลืนไม่เข้าคลายไม่ออก”    เพราะขนาดเมียนมาร์เองยังบอกว่าชาวโรฮิงญาไม่ใช่ชนกลุ่มน้อยของตน  แต่เป็นพวกที่หลบหนีเข้ามาจากบังคลาเทศ  ขณะที่บังคลาเทศก็ไม่ยอมรับว่าเป็นพลเมืองของตน  ซึ่งก็คงต้องหาทางออกที่เหมาะสมกันต่อไปเพราะรัฐบาลเองนั้นก็เคยประสบปัญหาใกล้เคียงในลักษณะนี้มาแล้วไม่ว่าจะเป็นม้งอพยพหรือเขมร  แต่ที่แน่ๆ  ถึงตอนนี้ภาระรับเลี้ยงดูคนกลุ่มนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

 แต่ในเรื่องร้ายๆ เกี่ยวกับชะตากรรมของชาวโรฮิงญาก็มีแง่มุมดีๆ ที่เกิดขึ้นก็คือ  น้ำจิตน้ำใจของคนไทยที่ร่วมกันบริจาคอาหาร  เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรคเพื่อช่วยเหลือชาวโรฮิงญากลุ่มนี้ได้หลั่งไหลมาจากทุกทิศทาง  ภาพของเด็กนักเรียนชาวไทยนำอาหารไปมอบให้กับพวกเขาตั้งแต่วันแรกๆ ของการถูกควบคุมตัวซึ่งถูกนำเสนอโดยสื่อมวลชนได้สร้างความประทับต่อผู้ได้พบเห็น        ไม่เพียงเท่านั้นยังมีกลุ่มบุคคล  หน่วยงานของรัฐและองค์กรต่างๆ ยื่นมือเข้ามาร่วมกันอย่างพร้อมเพรียง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องมุสลิมจากชายแดนใต้ ที่ให้ความช่วยเหลือโดยการตั้งจุดรับบริจาคในหลายจุดทั่วพื้นที่

ภาพเหล่านี้ได้บ่งบอกให้สังคมทั่วไปและสังคมโลกได้รับรู้ถึงความเป็นคนไทยที่มีจิตใจโอบอ้อมอารีมีความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ที่หนีร้อนมาพึ่งเย็นโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติและศาสนา 

อีกภาพหนึ่งที่สวยงามคือ  ในยามที่เกิดความขัดแย้งหรือความเดือดร้อนในกรณีใดๆ  เมื่อถึงเวลาที่จะต้องร่วมมือร่วมใจโดยใช้พื้นฐานของความเป็นคนไทยด้วยกันแล้ว  การร่วมแรงร่วมใจกันของทุกฝ่ายจะเกิดขึ้นเสมอโดยลืมความขัดแย้งนั้นไปจนหมดสิ้น  เฉกเช่นเดียวกับที่กำลังเกิดขึ้นในภาคใต้ของประเทศไทยในเวลานี้  ที่ทั้งชาวไทยพุทธและมุสลิมต่างร่วมใจกันให้ความช่วยเหลือชาวโรฮิงญาด้วยความเมตตาสงสารอย่างน่าชื่นชม

สำหรับชาวโรฮิงญาแล้วนี่อาจเป็น “ฝันดี” ของพวกเขาในช่วงเวลาหนึ่ง  เพราะเขาเหล่านั้นยังอยู่ในฐานะของ  ผู้หลบหนีเข้าเมือง  ไม่ใช่  ผู้ลี้ภัยสงคราม  เพราะตามกฏหมายแล้วต้องถูกผลักดันออกจากประเทศไทยภายใน 3 เดือนซึ่งเป็นได้สองทางคือ  กลับไปยังประเทศต้นทางหรือส่งไปประเทศที่สาม  ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยต้องแก้ปัญหาให้ถูกทางต่อไป  และไม่ว่าผลออกมาจะดีหรือร้ายก็เป็นเรื่องที่ชาวโรฮิงญาต้องยอมรับมัน

เห็นภาพของความร่วมมือร่วมใจของพวกเราคนไทย  โดยเฉพาะพี่น้องทั้งไทยพุทธและมุสลิมในพื้นที่ ณ เวลานี้แล้ว  ส่วนตัวผู้เขียนเองอยากให้ภาพความรัก  ความเอื้ออาทร  ความร่วมมือกันในลักษณะนี้ของคนในพื้นที่คงอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ของเราต่อไปอีกนานเท่านาน  เพราะมันจะช่วยทำให้ “ฝันร้าย” ของคนในพื้นที่นี้จบลงเสียที  เพราะประชาชนเบื่อหน่ายกับการก่อเหตุรุนแรงจนเกินจะทนแล้ว  เห็นด้วยมั้ย

ซอเก๊าะ   นิรนาม

วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2556

9 ปี 9 ไป สานใจสู่สันติ จุดเปลี่ยนเพื่อสันติภาพ จชต.


คำกล่าวที่ว่าในเมฆหมอกแห่งความชั่วร้ายยังมีประกายแห่งความหวังเสมอนั้น  ถึงชั่วโมงนี้คงสามารถนำมาใช้เปรียบเปรยกับเหตุการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยได้อย่างใกล้เคียงที่สุด  ด้วยความเดือดร้อนสูญเสียทั้งคนใกล้ชิดและพี่น้องร่วมชาติ  ตลอดจนการสูญเสียโอกาสในทุกๆ ด้านของพี่น้องประชาชนในพื้นที่นั้น   ตลอดเวลา 9 ปีที่ผ่านมาไม่อาจประมาณออกมาเป็นจำนวนนับได้  แต่วันนี้ดูเหมือนว่าเมฆหมอกนั้นกำลังจะจางหายไปพร้อมกับน้ำตาแห่งความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชนที่กำลังจะเหือดแห้งลงเช่นกัน

ด้วยในช่วงปี 2555 ที่ผ่านมาได้ปรากฏความร่วมมืออย่างจริงจังจากทุกภาคส่วนที่จะยุติเหตุรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้ลง  ทั้งในส่วนของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต.  และองค์กรภาคประขาสังคมต่างๆ  ที่เห็นได้ชัดที่สุดคงหนีไม่พ้นฝ่ายความมั่นคงโดย พลโทอุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์  แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ที่ประกาศจุดยืนชัดเจนโดยการชูนโยบายพาคนกลับบ้าน เพื่อโน้มน้าวให้ผู้เห็นต่างจากรัฐวางอาวุธและหันมาร่วมมือกันตามแนวทางสันติ  ซึ่งดูจะได้รับการตอบรับมาด้วยดีตามลำดับ   สังเกตได้จากการออกมารายงานตัวของผู้เห็นต่างเป็นระยะๆ  ตั้งแต่ระดับปฏิบัติการถึงแกนนำ

ล่าสุดเมื่อต้นเดือน ม.ค.55 ที่ผ่านมา  ภาพของเส้นทางแห่งสันติยิ่งถูกย้ำชัดด้วยการจัดกิจกรรมเสวนา “สานใจสู่สันติ” ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรมซีเอสปัตตานี  มีผู้เข้าร่วมเสวนาซึ่งล้วนเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องและรับทราบปัญหาที่เป็นรากเหง้าของเหตุการณ์รุนแรงจากหลายฝ่ายเข้าร่วมกันถกแถลง ได้แก่ อาจารย์ศรีสมภพ  จิตร์ภิรมย์ศรี จาก มอ.คณะรัฐศาสาตร์ มอ.ปัตตานี ในฐานะ ผอ.ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ชายแดนใต้  นายแวดือราแม  มะมิงจิ  ประธานคณะกรรมการอิสลามจังหวัดปัตตานี ผู้ทรงคุณวุฒิด้านศาสนาและเป็นที่ยอมรับในบทบาทการสร้างสันติภาพในพื้นที่  นอกจากนี้ยังมีสื่อมวลชนที่ติดตามทำข่าวเหตุการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาโดยตลอดจากสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส  นายเสริมสุข  กษิติประดิษฐ์  รวมทั้งที่เป็นไฮไลท์ของการเสวนาซึ่งนับได้ว่าเป็นตัวแทนของผู้เห็นต่างซึ่งปัจจุบันยอมวางอาวุธแล้วหันมาต่อสู้ตามแนวทางสันติคือ นายยะยา  การูมอ  อดีตอุสตาซโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิผู้ซึ่งเคยหลบหนีไปพร้อมๆ กับนายสแปอิง  บาซอ  แกนนำคนสำคัญ

ตัวแทนสื่อแจงผู้เห็นต่างต้องคำนึงถึงประชาชน

โดยในมุมมองของสื่อมวลชน นายเสริมสุข  กษิติประดิษฐ์  แสดงทัศนะว่าจากการติดตามทำข่าวมาตลอด 9 ปีที่ผ่านมา  ได้เห็นความพยายามของหลายฝ่ายในอันที่จะแก้ปัญหานี้  แต่ด้วยความไม่ชัดเจนทางนโยบายของรัฐบาลในห้วงที่ผ่านมาหรือแม้แต่รัฐบาลปัจจุบันก็ยังคงไม่มีความชัดเจนอยู่เช่นเดิม  ส่วนปฏิบัติในพื้นที่ต่างหากที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหานี้  โดยเฉพาะในช่วงปีที่ผ่านมาสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนและมีแนวโน้มว่าจะรังสรรค์สันติภาพให้เกิดขึ้นได้จริงคือ  ความพยายามของทั้งส่วนที่มีบทบาทในการพัฒนาคือ ศอ.บต.  ที่ลงพื้นที่เข้าถึงและเข้าใจประชาชนมาเป็นอย่างดี  ในขณะที่ฝ่ายความมั่นคงคือ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้หันมาใช้การเจรจาเพื่อสันติภาพมากขึ้น  การแสดงออกอย่างชัดเจนของแม่ทัพภาคที่ 4  ที่ไม่ต้องการใช้การต่อสู้ด้วยอาวุธแต่ต้องการให้มาพูดคุยกันเป็นทางออกที่ดี  และจะส่งผลให้ผู้ที่ยังเห็นต่างออกมาพูดคุยกันมากขึ้น  นอกจากนี้ยังได้ยกตัวอย่างกลุ่มอาเจะห์ในอินโดนีเซียที่สามารถพูดคุยกับรัฐบาลอินโดนีเซียได้จนเหตุการณ์คลี่คลายลง  เพราะกลุ่มอาเจะห์ยังคิดถึงประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบจากการสู้รบด้วย

“ผู้นำของกลุ่มอาเจะห์ถามผมว่าเหตุการณ์ในภาคใต้ของไทยเป็นอย่างไร  ผมก็เล่าให้เค้าฟัง  เค้าก็แสดงความแปลกใจว่าทำไมกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในประเทศไทยต้องทำร้ายประชาชนแบบไม่แยกแยะ  ทำร้ายครูทำร้ายเด็ก  แล้วจะได้รับความร่วมมือจากประชาชนส่วนใหญ่ได้อย่างไร”  นายเสริมสุขฯ  กล่าวในที่สุด

อดีตอุสตาสวอนเลิกสู้รบ  หันมาใช้แนวทางสันติ

นายยะยา  การูมอ  ซึ่งได้เปิดใจบอกเล่าถึงเส้นทางการต่อสู้อย่างยาวนานซึ่งไม่มีทีท่าว่าจะชนะจนต้องออกมารายงานตัวร่วมสร้างสันติว่า ตนได้เข้าสู่กระบวนการของภาครัฐด้วยสาเหตุหลักคือ  มีความไว้วางใจต่อนโยบายของทางกองทัพ  เพราะมีรูปธรรมและความชัดเจนมากยิ่งขึ้น  ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องครอบครัวที่ต้องดูแล  โดยคนในเครือข่ายได้มาชี้แนะให้เข้าพบแม่ทัพภาคที่ 4 และเริ่มเห็นกระบวนการยุติธรรมว่าเป็นสิ่งที่พึงได้  สามารถนำกลับบ้านได้จริง “ผู้ผิดอย่างผมคิดว่า การแก้ปัญหาตรงจุดนี้ควรจะทำต่อไป ยกตัวอย่างสมมุติว่า เรามีเชือก ๒ เส้น และมีปมอยู่ตรงกลาง เชือด ๒ เส้นนี้มี ๔ มุม ให้ท่านประธานแวดือราแมถือ ๑ มุม ส่วนผมถืออีก ๑ มุม ท่านอาจารย์ศรีสมภพถือ ๑ มุม คุณเสริมสุขถืออีก ๑ มุม ทุกคนต่างถือกันคนละมุม แล้วต่างคนต่างดึงเชือกเส้นนั้น สังเกตว่าจะมีโอกาสที่จะแก้ปมที่มัดได้หรือไม่ แล้วถ้าต่างคนต่างดึงเชือก มันไม่มีวันที่จะแก้มัดหรือปมนั้นได้เลย แต่ถ้าหากทั้ง ๔ ท่านมีท่านใดท่านหนึ่งยอมที่จะหย่อนเชือกให้ลดลงบ้าง ผมว่าการที่จะแก้มัดแก้ปมนั้นจะง่ายมากขึ้น”  นอกจากนี้นายยะยาฯ ยังได้เสนอแนวความคิดในทัศนะของผู้ที่เคยร่วมในขบวนการฯ ถึงกระบวนการสร้างสันติภาพว่าทุกคนต้องมีส่วนร่วมหันมาพูดคุยกัน  เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจต้องปฏิบัติงานให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้  ตนเชื่อว่าไม่นานเหตุการณ์จะดีขึ้น  และพร้อมที่จะชักชวนกลุ่มคนที่หลงผิดที่ยังคงใช้ความรุนแรง  ขอให้ช่วยกันบอกช่วยกันคุยให้คนที่ยังสู้อยู่กลับมาต่อสู้ด้วยวิถีทางที่ถูกต้อง 

ผู้นำศาสนาชี้ต้องพูดคุย  เคารพสิทธิ

มุมมองของผู้นำศาสนา นายแวดือราแม  มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามจังหวัดปัตตานี  กล่าวว่าวันนี้ทุกคนอยากให้เกิดสันติภาพ แต่การสร้างสันติภาพจะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ส่วนของตนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาในหลายกรณี  ตลอดจนเป็นตัวกลางระหว่างผู้ได้รับผลกระทบกับฝ่ายความมั่นคงในการประสาน  ซึ่งก็ได้นำปัญหาต่างๆ เสนอต่อแม่ทัพภาคที่ 4 มาโดยตลอด  และได้รับความโอกาสพร้อมกับความเมตตาจากท่านเสมอมา ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่น มั่นใจเพิ่มมากขึ้น  “ต้องขึ้นอยู่กับตัวบุคคล ไม่ควรกดดันเขา ในส่วนของท่านแม่ทัพภาคที่ ๔ ก็จะช่วยในเรื่องของการพูดคุยทางด้านกฎหมาย โดยมีหน่วยงานหลายฝ่าย ทั้งทนายความ และส่วนต่าง ๆ มาช่วย ถ้าเขาพร้อมก็จะเปิดโอกาสให้ แล้วพาเขาไปหาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ต้องรอจังหวะที่แน่นอนจากเสียงกระแสต่าง ๆ ซึ่งเป็นความหวังของเจ้าหน้าที่ในการสร้างเอกภาพ ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน ให้ความเคารพเกี่ยวกับเรื่องสิทธิอะไรต่าง ๆ ทั้งทางด้านความคิด อย่าใช้ความรุนแรงในการประสานกัน”

ทำลายกำแพงความเกลียดชัง  ทุกฝ่ายพร้อมแล้ว  ขึ้นอยู่กับประชาชน

พลโทอุดมชัยฯ แม่ทัพภาคที่ 4  ในฐานะหัวเรือใหญ่ฝ่ายความมั่นคงที่ช่วงหลังๆ มานี่ได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนที่จะสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นโดยใช้แนวทางสันติ  ที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตและวิจารณ์อย่างฟันธงว่ามุ่งมั่นมากกว่าอดีตแม่ทัพคนใดๆ ในช่วงที่ผ่านมา  ประกอบกับกิจกรรมครั้งนี้ถูกจัดขึ้นเพื่อย้ำถึงเจตนารมณ์ของแม่ทัพท่านนี้ว่างานนี้เอาจริง  ได้ให้ความเห็นในช่วงท้ายของการจัดกิจกรรมว่า  พื้นฐานของเหตุรุนแรงส่วนหนึ่งเกิดจากความเกลียดชังซึ่งเกิดมากจากภาพลักษณ์ในอดีต  หรือส่วนหนึ่ง ขบวนการ BRN ได้สร้างขึ้นจากการถ่ายทอดประวัติศาสตร์และความเชื่อเพื่อให้เยาวชนเกลียดชังกับพี่น้องอีกส่วนหนึ่ง  เมื่อถึงจุดที่รั้งไว้ไม่อยู่ก็เปลี่ยนเป็นความรุนแรงและคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ประชาชน  ส่วนของฝ่ายความมั่นคงนั้นได้พยายามแก้ไขร่วมกับกลุ่ม BRN ส่วนที่ใม่ต้องการความรุนแรงเพื่อลดระดับลงให้มากที่สุด  และนโยบายของรัฐบาลก็มีความชัดเจนที่จะขับเคลื่อนและส่งเสริมคนที่ยุติความรุนแรงมาต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมตามระบอบประชาธิปไตย ผมได้นัดหลายภาคส่วนมาพบเจอ มาฟังพร้อมกันว่าบ้านเราต้องการสานใจสู่สันติ ต้องการลดความเกลียดชังกลับไปแล้วต้องไปพากลับมากลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เราจะอำนวยความสะดวกให้อย่างเต็มที่ ในเรื่องระบอบประชาธิปไตยให้การสนับสนุนกลับมาสู่อ้อมอก มาช่วยกันลดความเกลียดชังมาสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในปีนี้ และทุกอย่างขึ้นอยู่ที่พวกเราว่าจะปฏิบัติหรือไม่ ทางผมพร้อม ทางศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้พร้อมคณะทุกภาคส่วนก็พร้อม พี่น้องพร้อมหรือไม่อย่างไร ขึ้นอยู่กับตัวพี่น้องประชาชนทุกคนที่จะตัดสินใจว่าจะให้ปีนี้เป็นปีแห่งความสันติสุขหรือไม่  แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวในท้ายที่สุดซึ่งดูจะเป็นวัตถุประสงค์หลักของกิจกรรม
         
          อย่างไรก็ดีแม้ว่าจะเสียงสะท้อนจากวงนอกว่าการเสวนา “สานใจสู่สันติ” ครั้งนี้จะเป็นกิจกรรมที่มองดูอย่างผิวเผินก็เป็นเพียงการพูดคุยเพื่อหาทางออกของปัญหาของคนเพียงไม่กี่คน  และในช่วงหลายขวบปีที่ผ่านมานั้นก็ได้ทำขึ้นหลายครั้งหลายหน  และสุดท้ายก็ไม่เกิดผลในทางที่หลายฝ่ายคาดหวัง  แต่ในมุมมองของผู้เขียนเองในฐานะที่ได้ติดตามสถานการณ์ในสามจังหวัดแห่งนี้มาตั้งแต่เริ่มเหตุรุนแรง  กลับเห็นว่าการเสวนา “สานใจสู่สันติ” ครั้งนี้มีความพิเศษแตกต่างจากที่ผ่านมา  ด้วยเพราะมีองค์ประกอบที่จะเป็นปัจจัยส่งเสริมหลายประการ 

          ประการแรกด้วยบทบาทของผู้นำศาสนาที่คนในพื้นที่ให้ความเคารพนับถือเชื่อฟังตามวิถีของพี่น้องมุสลิม ได้เข้ามาร่วมคิดร่วมทำและประสานกันกับทุกฝ่ายด้วยความเข้าอกเข้าใจ ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจให้พี่น้องในพื้นที่เห็นถึงข้อดีร่วมกันในการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้น  ประการที่สองคือ ด้วยเค้าลางของความร่วมมือจากฝ่ายขบวนการเองที่เริ่มมองเห็นผลกระทบโดยตรงจากการปฏิบัติโดยใช้ความรุนแรงที่ผลนั้นไม่เพียงส่งผลกระทบต่อผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต  หากยังส่งผลระยะยาวไปถึงประชาชนในพื้นที่ทุกคนและผู้แทนที่เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นครั้งนี้คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธได้ว่าไม่ใช่ “ตัวจริง”  ประการสุดท้ายคือความตั้งใจจริงของฝ่ายความมั่นคงที่จะแก้ปัญหาโดยใช้แนวทางสันติแทนการต่อสู้ด้วยอาวุธ  แม้ว่าแม่ทัพภาคที่ 4 ท่านนี้อาจต้องพ้นหน้าที่ไปในไม่ช้า  แต่หากผู้ที่มาสานต่อจะได้ยืนยันแนวทางนี้ต่อไปความสงบสุขที่ทุกคนคาดหวังก็คงอยู่ไม่ไกล

ทิ้งท้ายไว้ด้วยคำกล่าวที่ว่า   ฟ้าหลังฝนย่อมสดใสเสมอ  ดูจะไม่เกินจริงและเป็นที่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในสามจังหวัดภาคใต้นี้หากประชาชนในพื้นที่ร่วมมือกัน

ซอเก๊าะ   นิรนาม

วันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2556

ประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ร่วมกันประกอบพิธีละหมาดฮายัต เพื่อแสดงเจตจำนงยุติความรุนแรง




           เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2556 ที่มัสยิดในทุกพื้นที่ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา พี่น้องประชาชนชาวไทยที่นับถือศาสนาอิสลามได้รวมพลังกันประกอบพิธีละหมาดฮายัตเพื่อขอพรจากเอกองค์อัลเลาะฮ์ ช่วยดลบันดาลให้ยุติความรุนแรงและเกิดสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยได้ร่วมกันประกอบพิธีละหมาดฮายัต หลังจากการละหมาดญุมุอะฮฺ (ละหมาดวันศุกร์) นอกจากนี้มวลชนมุสลิมเครือข่ายโครงการญาลันนันบารู หรือเครือข่ายแก้ไขปัญหายาเสพติดของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ประกอบด้วย ผู้นำศาสนา, ผู้บริหารสถานศึกษาปอเนาะและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม, เยาวชนโครงการญาลันนันบารู, นักศึกษาปอเนาะสานใจป้องกันภัยยาเสพติด และนักเรียนอาสาป้องกันยาเสพติด กว่า 1,000 คน ได้ร่วมกันละหมาดฮายัต “สานใจสู่สันติ” เพื่อความสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งการแสดงออกดังกล่าวของพี่น้องประชาชน ถือเป็นการแสดงออกร่วมกันเพื่อปฏิเสธการใช้ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้


       จะเห็นได้ว่าสถานการณ์ปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2547 กระทั่งปัจจุบันได้สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน สูญเสียโอกาส ในการดำรงชีวิตและการพัฒนาในทุกรูปแบบ ส่งผลกระทบ ทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อวิถีชีวิต เศรษฐกิจและสังคม อย่างกว้างขวาง ซึ่งความสูญเสียดังกล่าวล้วนเกิดจากการกระทำอย่างโหดเหี้ยมของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ซึ่งมีความสุดโต่ง ทั้งแนวความคิดและการกระทำอย่างไร้มนุษยธรรม รวมทั้งได้ทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่ต้องตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์ ต้องสังเวยชีวิตและบาดเจ็บทุพลภาพกว่า 10,000 ชีวิต ซึ่งพวกเขาเหล่านี้ ล้วนแต่มีสิทธิที่จะมีชีวิตและลมหายใจ ณ ดินแดนปลายด้ามขวานทองของไทยแห่งนี้


          ความพยายามในการหยิบยกเงื่อนไข เรื่องประวัติศาสตร์ ชาติพันธ์ และ อัตลักษณ์ มาบิดเบือนและแอบอ้างว่าเป็นดินแดน ดารุลฮัรบี ที่ต้องทำญิฮาด แต่แท้จริงแล้ว เป็นเพียงการหลอกลวงให้ประชาชนต้องตกเป็นเหยื่อของกลุ่มคนที่ต้องการอำนาจ แต่ขาดอุดมการณ์เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง เพราะสิ่งที่ผู้ก่อเหตุรุนแรงพยายามดำเนินการมาตลอดห้วงเวลาที่ผ่านมา คือ การข่มขู่ขู่เข็ญ คุกคาม และทำร้ายพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ให้ตกอยู่ในความหวาดกลัวและยอมจำนน พร้อมทั้งได้สร้างสถานการณ์ความขัดแย้งให้เกิดความหวาดระแวงต่อกันของพี่น้องชาวไทยที่ต่างกันเพียงแค่ความเชื่อทางศาสนา ทำให้สังคมพหุวัฒนธรรมอันงดงามแห่งนี้เกิดมลทินและรอยร้าว


         การเกิดเหตุร้ายตลอด 9 ปีเต็มที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ประจักษ์แล้วว่า ไม่เป็นผลดีกับทุกฝ่าย ก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง แก่ประเทศชาติ บ้านเมือง ประชาชนในพื้นที่ใช้ชีวิตอยู่อย่างไม่ปกติสุข ขาดโอกาสในการพัฒนา ทั้งด้านการศึกษา ด้านการประกอบอาชีพ ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคม อย่างที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบันท่ามกลางความทุกข์ยากลำบากเหล่านี้ นอกจากเจ้าหน้าที่ภาครัฐซึ่งจะต้องแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังแล้ว ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป คงถึงเวลาแล้วที่พี่น้องประชาชนทุกคนก็จะต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา และกล้าที่จะปฏิเสธการก่อเหตุรุนแรงในทุกโอกาสอย่างเปิดเผย เพื่อกดดันให้ผู้ก่อเหตุ วางอาวุธ ยุติการก่อเหตุรุนแรง หันมาต่อสู้กับภาครัฐด้วยสันติวิธี ภาครัฐเองเปิดโอกาสให้ผู้ก่อเหตุรุนแรงทุกคนออกมาพูดคุย เพื่อหาทางยุติปัญหา ซึ่งมีผู้ที่มีส่วนร่วม ในการก่อเหตุรุนแรงส่วนหนึ่งได้ใช้โอกาสนี้แล้ว ส่วนผู้ที่พยายามต่อสู้ด้วยวิธีการที่รุนแรงต่อไป ขอตั้งคำถามว่า การก่อเหตุรุนแรงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายผิดหลักศาสนา ไม่เคารพต่อชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลอื่นหรือไม่...เป็นวิธีการสร้างความชอบธรรมให้แก่ตนเองได้หรือไม่...ถ้ายังกระทำการอยู่ต่อไป จะไม่มีโอกาสได้รับชัยชนะในการต่อสู้อีกเลย แต่ถ้าหันมาต่อสู้ด้วยสันติวิธี โอกาสแห่งชัยชนะย่อมเปิดกว้างสำหรับทุกค