วันจันทร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ปราบโจรใต้ต้องเด็ดขาด


  

           โจรใต้เหิมเกริมขึ้นเรื่อย ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 5,469 ราย และบาดเจ็บอีก 9,653 ราย {1} รัฐบาลใช้เงินแก้ปัญหาไปถึง 145,000 ล้านบาท ณ ปี 2554 {2} เมื่อถึงสิ้นปี 2555 อาจใช้เงินถึง 200,000 ล้านบาท จะแก้ปัญหาโจรใต้อย่างไรดี

          ปัญหาโจรใต้มองได้ในหลายแง่มุม บ้างก็ว่าเป็นปัญหาเชื้อชาติและศาสนา แต่ในประวัติศาสตร์พื้นที่นี้ก็ไม่มีใครผูกขาด เปลี่ยนคนเปลี่ยนศาสนามาหลายครั้งแล้ว ประเทศไทยก็ไม่มีปัญหารุนแรงทางเชื้อชาติ ศาสนาเช่นที่เกิดขึ้นในมาเลเซียหรืออินโดนีเซียที่กดขี่ เข่นฆ่าและขูดรีดคนจีนและคนฮินดู นอกจากนี้หลายคนยังตั้งข้อสังเกตว่าปัญหานี้แก้ไม่ตกก็เพราะการ “เลี้ยงไข้” คือพยายามให้ปัญหาคงอยู่นานๆ เพื่อกอบโกยงบประมาณแผ่นดินเข้าตัว ฯลฯ

          แต่เศรษฐกิจก็เป็นแง่มุมหนึ่งที่พึงพิจารณา มาเลเซียมีรายได้ประชาชาติต่อหัวสูงกว่าไทยถึงเกือบเท่าตัว ในสมัยที่ไทยมีฐานะดีกว่า ตนกู อับดุล ระห์มัน อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ยังเคยมาศึกษาที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ {3}  ถ้ามาเลเซียจนเช่นพม่า ลาว กัมพูชา ปัญหาคงไม่เกิด ชาวมาเลย์คงเต็มใจอยู่และทำงานในไทยเช่นแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านอื่น

          ทางออกของปัญหาโจรใต้ก็มองได้ในหลายแง่มุม บางท่านไม่เห็นด้วยกับการปราบปรามเพราะเกรงปัญหาลุกลาม กลัวละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่ประสบการณ์ทั่วโลกชี้ว่าการปราบเป็นแนวทางหลักในการแก้ปัญหา
          1. กรณีกบฎอาเจะห์ ชาวอาเจะห์เคยเป็นอิสระและสมัครใจรวมกับอินโดนีเซียในปี พ.ศ.2502 แต่พอต้องการแยกตัว ซึ่งพวกเขามีความชอบธรรมที่จะทำเช่นนั้น อินโดนีเซียกลับไม่ยอม ส่งทหารเข้าปราบปรามจนมีผู้เสียชีวิต 15,000 คน หลายคนเข้าใจผิดว่ากบฏอาเจะห์สงบลงเพราะการเจรจาและการล้างปัญหาโดยสึนามิ แต่ในความเป็นจริงปรากฏว่า ในช่วงปี พ.ศ.2545-2547 กบฎถูกปราบหนักจนแทบราบคาบ ผู้นำใหญ่เสียชีวิต และพอเกิดสึนามิเมื่อปลายปี พ.ศ.2547 ที่ทำให้ประชาชนเสียชีวิตไปราว 200,000 คนจาก 4,400,000 คน ไฟกบฎก็มอดสนิทในที่สุด {4}
          2. กรณีกบฎพยัคฆ์ทมิฬอีแลม ซึ่งต่อสู้กันมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2526 ระหว่างชาวทมิฬผู้นับถือศาสนาฮินดูกับชาวสิงหลผู้นับถือศาสนาพุทธจนลุกลามเข้ากรุงโคลอมโบ มีอยู่ช่วงหนึ่งตำรวจต้องถือปืนกลคอยตรวจตราตามสี่แยกเพราะอาจถูกโจมตีได้ตลอดเวลา สนามบินก็ปิดในช่วงค่ำด้วยฝ่ายกบฏซึ่งมีสนามบินของตนเอง อาจใช้ความมืดลอบบินมาถล่มได้ มีการเจรจาสงบศึกในประเทศไทย 2-3 หน แต่ในที่สุดรัฐบาลศรีลังกาก็ส่งทหารเข้าปราบเด็ดขาด หัวหน้ากบฎและพลพรรคถูกปลิดชีพเป็นจำนวนมาก ในครั้งนั้นองค์การสหประชาชาติ “เต้น” อยู่พักหนึ่ง หาว่า “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” แต่ก็เงียบไปและศรีลังกาก็คืนสู่ความสงบในที่สุด {5}
          3. กรณีคอมมิวนิสต์ไทย นับแต่การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธในปี พ.ศ.2508 คอมมิวนิสต์ไทยก็ขยายตัวต่อเนื่อง ยิ่งเกิดกรณีการปราบปรามนักศึกษาในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ก็ยิ่งทำให้มีแนวร่วมเพิ่มขึ้น แต่ไม่กี่ปีต่อมาการต่อสู้ก็จบสิ้นลง หลายคนเข้าใจว่าความสงบเกิดจากนโยบาย 66/2523 {6} ที่ประนีประนอม แต่ความจริงคอมมิวนิสต์ไทยหมดโอกาสชนะแล้วเพราะเกิดความขัดแย้งในหมู่ประเทศสังคมนิยม และรัฐบาลไทยยังสามารถเจรจากับรัฐบาลจีนได้สำเร็จ ดังนั้นพวกเขาจึงยอมวางอาวุธในที่สุด

          ต่อกรณีโจรใต้ของไทย การใช้ไม้นวม-เจรจาเป็นสิ่งที่ควรดำเนินการ แต่อย่าไปหลงใหลเพราะเป็นการซื้อเวลาบ่มเพาะโจรให้เติบใหญ่ คนไทยต้องสามัคคีกันให้เกิดพลังเข้มแข็ง หากอ่อนแอตีกันเอง ก็จะเกิดการแยกตัวเช่นกรณีรัสเซีย หรือยูโกสลาเวีย หากจีนอ่อนแอ ป่านนี้คงมีการแยกเป็นประเทศทิเบต ซินเกียง หรือมองโกเลียในไปแล้ว

        ในปัจจุบันประเทศตะวันออกกลาง ก็ไม่ได้มีเอกภาพเช่นแต่ก่อน ไม่ได้ส่งเสริมการก่อการร้ายเช่นพวกผู้เผด็จการเดิม และต่างพยายาม “กวาดบ้านตนเอง” มากกว่าที่จะมาแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น ดังนั้นประเทศไทยจึงต้องปราบโจรใต้อย่างเด็ดขาด แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจริงจังกับการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์ ทำให้อริราชศัตรูเพื่อนบ้านที่หนุนหลังโจรใต้ครั่นคร้าม ไม่กล้าเสี่ยงกับสงครามโดยไม่จำเป็น และทำให้โจรใต้หมดไปในที่สุด

          อย่าให้ใครมาแบ่งแยก ทุกเชื้อชาติศาสนาสามารถอยู่ร่วมกันได้ใต้ร่มธงไทย

วันอังคารที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เงาแห่งสันติภาพที่เลือนลางกับข้อต่อรองที่มืดมน อาชญากรก็คืออาชญากร




  แล้วความเคลือบแคลงใจของหลายฝ่ายเกี่ยวกับบทบาทท่าทีและความจริงใจของผู้แทนขบวนการบีอาร์เอ็นก็ปรากฏชัดและแสดงให้เห็นถึงความต้องการที่แท้จริงซึ่งแอบแฝงอยู่ภายใต้วาทะกรรม “สันติสนทนา” ด้วยเกมส์รุกที่เหนือชั้นของฮาซัน ตอยิบ และอับดุลการิม คอลิบ ผู้แทนบีอาร์เอ็นซึ่งได้แถลงข้อเสนอ 5 ข้อเผยแพร่ผ่านยูทูบก่อนวันที่จะมีการพูดคุยรอบที่ 3 เพียง 1 วัน  แน่นอนว่าด้วยข้อเสนอทั้ง 5 นั้น ได้สร้างกระแสความไม่เห็นด้วยและได้รับการปฏิเสธจากหลายฝ่าย  ขณะที่ระดับนโยบายรวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเจรจาไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธอย่างชัดเจน

  ตามมาด้วยกระแสวิพากษ์แสดงทัศนะของนักวิชาการอีกหลายท่าน โดยเฉพาะท่านที่มีบทบาทชี้นำความเป็นไปในพื้นที่ทั้งที่เกี่ยวข้องโดยเป็นนักวิชาการที่มีเชื้อสายมลายูและส่วนที่อยู่ในสถาบันส่วนกลาง  จากน้ำเสียงของท่านเหล่านั้นล้วนแล้วแต่ได้แสดงทัศนะในเชิงสร้างสรรค์ พร้อมชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้อย่างมีนัยสำคัญที่น่าสนใจ  ภายใต้ความมุ่งหวังเดียวกันคือ ร่วมกันแสวงหาทางออกด้วยแนวทางสันติเพื่อให้ปัญหาที่ยื้ดเยื้อมานานจบลงโดยเร็ว
  
  ข้อเสนอทั้งข้อเริ่มตั้งแต่ให้ยอมรับประเทศมาเลเซียเป็นคนกลางในการเจรจา (ซึ่งจริงๆเวลานี้ต้องเรียกว่าพูดคุย)  การให้มีพยานจากอาเซียน องค์การความร่วมมืออิสลามหรือเอ็นจีโอเข้ามาร่วมพูดคุย รวมถึงการที่ฝ่ายไทยต้องยอมรับว่าบีอาร์เอ็นไม่ใช่ขบวนการแบ่งแยกแต่เป็นขบวนการปลดปล่อยชาวปาตานีนั้น  หากพิจารณาถึงสาระแล้วไม่ใช่เรื่องใหญ่หากทั้งสองฝ่ายมีความจริงใจที่จะสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นร่วมกันโดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก  เพราะในทุกเวทีที่มีการเจรจาเพื่อสันติภาพในประเด็นความขัดแย้งใดๆ ก็จำเป็นที่จะต้องมีองค์ประกอบเหล่านี้เพื่อให้เกิดความพึงพอใจร่วมกันของคู่เจรจา แม้ว่าเจตนาของบีอาร์เอ็นต้องการที่จะยกระดับการพูดคุยเป็นการเจรจาที่สูงขึ้นก็ตาม

  แต่วันนี้กระบวนการสันติภาพยังอยู่ในขั้นตอนของการพูดคุยเพื่อสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างฝ่ายไทยและกลุ่มขบวนการยังไม่ถึงขั้นการเจรจา  ข้อเสนอข้างต้นจึงยังเป็นเพียงข้อเสนอที่ต้องใช้เวลาพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ  เพราะหากกระบวนการมีการพัฒนาไปถึงขั้นการเจรจาแล้วข้อเสนอซึ่งวันนี้ยังพิจารณาร่วมกันได้จะกลายเป็น “ข้อต่อรอง” ซึ่งหากถึงเวลานั้นจริงๆ  คู่เจรจาและองค์ประกอบข้างต้นจะเป็นองคาพยศสำคัญในการร่วมกันทำให้บรรลุวัตถุประสงค์สามารถนำไปสู่สันติภาพที่ต้องการ  หรือหนทางแห่งสันติภาพอาจพังทลายลงอย่างไม่เป็นท่าหากไม่สามารถบรรลุข้อตกลง  ทั้งสองหนทางนี้มีความเป็นไปได้เท่าๆ กันซึ่งนับเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญยิ่งโดยมีชะตากรรมของประชาชนในพื้นที่เป็นเดิมพัน

  โดยรวมแล้วก็ต้องใช้เวลาในการพิจารณาร่วมกันพร้อมฟังเสียงของประชาชนเจ้าของประเทศด้วย ซึ่งนั้นเป็นวิถีแห่งประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ  ยกเว้นข้อเสนอข้อที่  4  คือต้องปล่อยตัวผู้แกนนำแนวร่วมในคดีความมั่นคงโดยไม่มีเงื่อนไข ที่ฟังอย่างไรก็รู้สึกคับข้องใจระคนสงสัยว่านี่คือข้อเสนอที่จะนำไปสู่สันติภาพได้กระนั้นหรือ  เพราะตั้งแต่เหตุการณ์รุนแรงที่ปะทุขึ้นอีกครั้งตั้งแต่ต้นปี 47 เป็นต้นมา การเสียชีวิตของพลเรือน เจ้าหน้าที่รัฐผู้ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบกฏหมาย ประชาชนทุกสาขาอาชีพทั้งที่เป็นพุทธและมุสลิม  ไม่เว้นแม้แต่คนแก่ เด็กผู้บริสุทธิ์ไร้เดียงสาต้องสูญเสียชีวิตไปด้วยการก่อเหตุร้ายหลายรูปแบบ เป็นการก่ออาชญากรรมต่อพี่น้องประชาชนอย่างร้ายแรง  แล้วด้วยข้อเสนอข้อนี้หากรัฐบาลไทยยอมรับแล้วปล่อยให้อาชญากรเหล่านั้นออกมาเดินลอยชายเสมือนไม่ได้ก่อกรรมทำเข็ญกับประชาชนไว้  รัฐบาลไทยจะตอบคำถามนี้กับประชาชนโดยเฉพาะกับญาติพี่น้องของผู้สูญเสียเหล่านั้นได้อย่างไร
      ข้อเสนอของบีอาร์เอ็นในข้อนี้จึงไม่ใช่หนทางไปสู่สันติภาพ  แต่เป็นความแข็งกร้าวที่ต้องการกดดันรัฐบาลไทยให้ยอมรับด้วยคิดว่ากลุ่มตนมีแต้มต่อที่สำคัญ กล่าวคือ หากไม่ยอมรับก็ก่อเหตุร้ายต่อไป  และแน่นอนว่าบีอาร์เอ็นนอกจากไม่เคยประกาศความรับผิดชอบต่อการกระทำแม้แต่ครั้งเดียวแล้ว ยังโยนความผิดให้ฝ่ายรัฐหากโอกาสอำนวย
       และหากการเสนอตนออกมาเป็นผู้แทนการพูดคุยของบีอาร์เอ็นมีความจริงใจตามที่กล่าวอ้างแล้ว การเปิดเผยตัวตนและขบวนการครั้งนี้จึงเท่ากับเป็นการยอมรับว่าเหตุร้ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นบีอาร์เอ็นเป็นผู้อยู่เบื้องหลังและต้องรับผิดชอบต่อการก่อเหตุจนนำไปสู่การสูญเสียทั้งหมด ซึ่งผู้ที่ก่อเหตุซึ่งกำลังถูกคุมขังและขบวนการเสนอให้ปล่อยตัวนั้นย่อมต้องเกี่ยวข้องกับบีอาร์เอ็นด้วยเช่นกัน

  ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยการตัดสินใจเรื่องใดๆ ส่วนที่เกี่ยวข้องต้องนำบทบัญญัติมายึดถือและนำมาเป็นบรรทัดฐานเพื่อให้เกิดความเสมอภาคในการบังคับใช้กฏหมาย เพราะท้ายที่สุดแล้วแล้วประชาชนในพื้นที่จะตัดสินใจได้เองว่า ใครที่ให้ความสำคัญกับประชาชน ใครที่ต้องการให้สันติสุขเกิดขึ้นในพื้นที่  ใครเป็นอุปสรรคขัดขวาง  และใครคืออาชญากร  เพราะอาชญากรก็คืออาชญากร


ชอเก๊าะ  นิรนาม

วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2556

“RKK ในสายตาชาวโลก”



ช่วงที่ผ่านมาสื่อมวลชนต่างประเทศหลายสำนักได้เสนอบทความวิเคราะห์วิจารณ์การกระทำของผู้ก่อเหตุรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งมีขบวนการ BRN Coordinate อยู่เบื้องหลังว่าเป็นการกระทำที่คุกคามสิทธิมนุษยชน  ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการกระทำสิ่งผิดกฎหมายบริเวณชายแดนไทยมาเลเซีย

       อยากจะขอยกตัวอย่างบทความซึ่งเขียนโดยนาย Brad  Adams บรรณาธิการข่าวภูมิภาคเอเชีย สำนักข่าวรอยเตอร์ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งได้นำเหตุการณ์ที่คนร้ายมุ่งเป้าหมายไปที่โรงเรียน เด็กและครูมาเปิดเผย อย่างเช่นเหตุการณ์สังหารนายคมสัน โฉมยง ครูโรงเรียนบ้านบองอ อ.ระแงะ เหตุการณ์ระเบิดบริเวณโรงเรียนใน อ.บาเจาะ อ.สุไหงปาดี อ.ยี่งอ และ อ.ระแงะ  จ.นราธิวาส ทำให้ครูและเด็กนักเรียนได้รับบาดเจ็บ นอกจากนี้ยังได้นำเหตุการณ์ที่กระทำต่อผู้บริสุทธิ์อื่นๆ เช่น  ใช้ลูกระเบิด M-๗๙ ยิงเข้าไปในบริเวณงานเทศกาลของ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส และใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในร้านค้าที่เปิดขายสินค้าในวันศุกร์ที่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ก่อนที่จะจุดระเบิดซึ่งเป็นเหตุให้ประชาชนเสียชีวิต ๖ รายบาดเจ็บจำนวนมาก รวมทั้งเหตุการณ์การสังหารตัดศีรษะและเผาศพนายต่วนดาออ ต่วนสุหลง ที่ อ.บันนังสตา  จ.ยะลา ในห้วงเดือนสิงหาคม ถึงกันยายน ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา

        นาย Adams ได้กล่าวว่าผู้ก่อเหตุรุนแรงอ้างว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการตอบโต้รัฐบาลไทยพุทธ เป้าหมายเหล่านั้นถือว่าเป็นสัญลักษณ์และเป็นส่วนหนึ่งของรัฐไทยซึ่งในความเป็นจริงแล้วผู้ก่อเหตุจะอ้างเช่นนี้ไม่ได้  เนื่องจากกฎหมายระหว่างประเทศห้ามมิให้กระทำการอันเป็นภัยคุกคามต่อการศึกษาอันเป็นรากฐานสำคัญและความปลอดภัยของเด็ก ห้ามกระทำในลักษณะแก้แค้นเพื่อนมนุษย์หรือทารุณกรรมต่อศพ รวมทั้งห้ามการใช้วัตถุระเบิดซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกของสนธิสัญญาเหล่านี้
          ครั้งนี้คงไม่ใช่ครั้งแรกและครั้งเดียวที่สำนักข่าวต่างประเทศนำพฤติกรรมเช่นนี้มาเปิดเผยให้เห็นข้อเท็จจริงอันเป็นการลบล้างความเข้าใจอันคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนใต้ว่า รัฐบาลไทยได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชนกลุ่มน้อย กีดกันสิทธิคนต่างเชื้อชาติ เช่นเดียวกับข้อระแวงสงสัยของบรรดานักสิทธิมนุษยชนทั้งหลาย

     เพราะข้อเท็จจริงที่ปรากฏนั้น ความรุนแรงทั้งหลายล้วนมาจากฝีมือของขบวนการเอง ถ้าหากมองถึงยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้และนโยบายการปฏิบัติทุกขั้นตอน ทุกหน่วยงานที่มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา ไม่มียุทธศาสตร์และนโยบายในการปฏิบัติใดๆ  ที่จะส่งผลออกมาในลักษณะก่อให้เกิดความสูญเสีย สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้บริสุทธิ์แม้แต่น้อย ตรงกันข้ามหากปฏิบัติตามได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ทุกฝ่ายจะได้รับประโยชน์สุขร่วมกันทั้งสิ้น  หากจะมียกเว้นอยู่บ้างก็เฉพาะแต่ผู้คิดร้าย ฝักใฝ่อยู่กับการสร้างความเดือดร้อนโดยไม่ลดละเท่านั้น
     เพราะแม้แต่คนกลุ่มนี้    ภาครัฐก็ยังหาช่องทางเพื่อเปิดโอกาสให้กลับเนื้อกลับตัว เลิกการกระทำดังกล่าวเสีย  หากเคยปรากฏหลักฐานว่าเคยเป็นผู้กระทำความผิดมาก่อน ก็ยังสามารถต่อสู้ได้ตามกระบวนการของกฎหมาย  ภายใต้กฎหมายพิเศษที่บังคับใช้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้  จะเห็นว่าถ้าใช้ช่องทางนี้ในการต่อสู้ จะไม่มีการสูญเสียเกิดขึ้นไม่ว่าชีวิตหรือทรัพย์สินก็ตาม ที่สำคัญที่สุดคือ ทุกคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แห่งนี้  ควรจะต้องอาศัยอยู่ด้วยความสงบสุขโดยไม่ต้องหวั่นเกรงภัยร้ายที่จะเกิดจากการกระทำของน้ำมือมนุษย์ด้วยกันเอง แต่เหตุที่เขาเหล่านั้นยังไม่ยอมรับโอกาสอันดีที่ภาครัฐหยิบยื่นให้ต่างหาก จึงต้องถูกเพ่งมองจากสายตาชาวโลกที่ติดตามสถาน การณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาโดยตลอดต่อเนื่องว่าเป็นการกระทำที่คุกคามสิทธิมนุษยชน  ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ (ตัวจริง) และยังคงพยายามที่จะสร้างความชอบธรรมให้แก่ตนเองโดยวิธีการต่าง ๆ แต่ในที่สุดแล้ว  ยิ่งสร้างความชอบธรรมด้วยวิธีดังกล่าวก็เท่ากับเป็นการเพิ่มความไม่ชอบธรรมให้แก่ตนเองมากยิ่งขึ้น   มิใช่เฉพาะต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของพวกเขาเท่านั้น  แม้แต่ในสายตาชาวโลกก็ไม่แตกต่างกัน

     นี่เป็นบทสรุปว่า ความพยายามที่จะสร้างภาพความขัดแย้ง และความรุนแรงที่รัฐบาลไทยมีต่อชนกลุ่มน้อยในจังหวัดชายแดนใต้ออกไปสู่สายตาชาวโลกของกลุ่มก่อความไม่สงบที่เรียกตัวเองว่า RKK เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและให้องค์กรระหว่างประเทศยื่นมือมาแก้ไขปัญหา ได้อวสานจบสิ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว
ที่มา  http://www.southpeace.go.th/th/Article

วันศุกร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2556

จากสงครามฝิ่นแผ่นดินจีนถึงน้ำกระท่อมมอมเมาเยาวชน กับเหลือบนกพิราบที่ต้องจับตา



    การรับรู้ความเป็นไปของสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของคนทั่วไปทั้งในพื้นที่สามจังหวัดและพื้นที่อื่นของประเทศรวมถึงประชาคมโลกนั้น หากไม่ใช่ผู้ที่ประสบเหตุด้วยตนเองเฉกเช่นคนในพื้นที่แล้ว ล้วนได้รับข่าวสารผ่านทางสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ทั้งสิ้น ซึ่งที่ผ่านมาในประเด็นของการนำเสนอทั้งทิศทางของความรุนแรง ความน่าสะพรึงกลัวหวาดหวั่น ขวัญกำลังใจในการดำรงชีวิตอยู่ในพื้นที่ของประชาชน หรือในแง่ความร่วมมือร่วมใจในการสร้างสันติสุข ความเบื่อหน่ายของประชาชนจากการก่อเหตุของขบวนการ หรือการวิพากษ์วิจารณ์ตามความคิดของตนเองโดยเหล่านักเขียนคอลัมนิสต์ต่างๆ ที่สื่อออกไป ล้วนสร้างการรับรู้ในมุมมองที่หลากหลายทั้งที่ถูกต้องและไม่ถูกต้องให้แพร่กระจายผ่านสื่อของตนไปสู่กลุ่มเป้าหมายต่างๆ ซึ่งเป็นผู้รับสารได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสื่อที่เผยแพร่ทางอินเตอร์เน๊ตที่มีเป็นจำนวนมากไม่สามารถตรวจสอบที่มาที่ไปของผู้นำเสนอได้

และเมื่อตรวจสอบไม่ได้ “ท่านที่อ้างตัวว่าเป็นสื่อเหล่านั้นจึงมีเสรีที่จะนำเสนอในทุกเรื่องทุกประเด็นโดยไม่ต้องคำนึงถึงผลกระทบใดๆ”

         จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า ภายใต้แรงขับเคลื่อนของสื่อนั้นหากนำเสนออย่างถูกต้องตรงไปตรงมาก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้รับสารในการได้รับข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์เพื่อนำเสนออย่างถูกต้อง และถ้าเป็นข่าวสารที่มุ่งสร้างความร่วมมือสร้างความรักความสามัคคีของคนในพื้นที่ ข่าวนั้นจะเป็นส่วนสนับสนุนสำคัญที่จะช่วยระดมสรรพสิ่งที่เป็นตัวแปรให้เกิดความสงบสันติได้ แต่หากเป็นการนำเสนอโดยมุ่งหวังให้เกิดภาพลบ แอบแฝงไว้ด้วยเจตนาที่จะทำลายความน่าเชื่อถือในกลุ่มคนหรือบุคคลโดยใช้สถานการณ์ภาคใต้ที่หาทางออกได้ยากยิ่งนี้ล่ะ เรื่องแบบนี้ย่อมส่งผลเลวร้ายกว่าที่คิด

และแน่นอนว่าสื่อใดๆ ที่ประพฤติเยี่ยงนั้นย่อมมีความเลวร้ายยิ่งกว่า

          เมื่อวานนี้ได้เห็นสื่อที่นำเสนอทางเว็บไซต์ชื่อภาษาอังกฤษที่อยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่แปลตรงๆ ตัวได้ว่า “จับตาดูภาคใต้” นำเสนอบทความชื่อตอน “จากสงครามฝิ่นแผ่นดินจีน ถึง(สงคราม)น้ำกระท่อมแผ่นดินปาตานี” ซึ่งเมื่ออ่านเนื้อหาโดยรวมแล้วในฐานะที่อยู่กับงานเขียนมาพอสมควรต้องขอชมเชยว่าผู้เขียนมีการนำเสนอได้อย่างน่าสนใจ ใช้สำนวนภาษาและข้อมูลประกอบได้อย่างน่าเชื่อถือ ซึ่งนั้นเป็นคุณสมบัติของนักเขียนที่ดี แต่เมื่อพิจารณาถึงเนื้อหาที่นำเสนอออกมาแล้วต้องตกใจ ที่ว่าตกใจในที่นี่มิได้ตกใจว่าสถานการณ์ยาเสพติดประเภทน้ำกระท่อมในบ้านเราบานปลายไปจนยากจะแก้ไข แต่ตกใจที่ผู้เขียนท่านนั้นได้ใช้ภาวะภัยแทรกซ้อนของยาเสพติดซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลถึงปัญหาความไม่สงบในพื้นที่มาใช้ในการกล่าวหาหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ซึ่งในความหมายที่พยายามสื่อออกมานั้น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหมายถึงหน่วยงานใด

แต่ที่แน่ๆ การกล่าวอ้างนำเสนอเพียงด้านเดียวแบบนี้ย่อมมิใช่วิสัยของสื่อที่มีจรรยาบรรณ

         ยิ่งกว่านั้นยังอ้างอิงในลักษณะ “จับแพะชนแกะ” ถึงเหตุการณ์สงครามฝิ่นในประเทศจีนว่ามีความคล้ายคลึงกัน ตบท้ายด้วยการเรียกร้องให้เยาวชน (ซึ่งกำลังเมาน้ำกระท่อม) ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อบ้านเมือง ซึ่งไม่ทราบเหมือนกันว่าเรื่องของปัญหายาเสพติดกับการลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อปาตานีจะถูกดึงมาเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร

แต่ถ้าจะกล่าวว่ามีบางกลุ่มใช้ยาเสพติดมอมเมาเยาวชนให้ฮึกเหิมแล้วลุกขึ้นมาต่อสู้น่าจะฟังแล้วเข้าใจง่ายกว่า

ว่าไปแล้วปัญหายาเสพติดโดยเฉพาะน้ำกระท่อมหรือที่เอาส่วนผสมอื่นๆ มาใส่เพิ่มเติมจนเรียกว่า “สี่คูณร้อย”นั้นเป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายให้ความสำคัญและพยายามแก้ไขมาโดยตลอด บทบาทหลักเท่าที่เห็นก็หนีไม่พ้นหน่วยงานภาครัฐกับผู้นำศาสนาที่ร่วมมือกันอย่างเหนียวแน่น แต่ด้วยผู้ที่เสพติดส่วนใหญ่เป็นเยาวชนซึ่งเมื่อเห็นเพื่อนเสพก็เกิดความอยากลอง และเมื่อเกิดการเสพติดแล้วการแก้ไขปัญหาด้วยการบำบัดเพียงอย่างเดียวจึงเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ ดังนั้นการให้ความรู้ถึงโทษภัยโดยผู้ที่เกี่ยวข้อง เริ่มตั้งแต่คนในครอบครัว ครูอุสตาช ผู้นำศาสนาหรือแม้แต่เพื่อนๆ จึงเป็นเรื่องที่ต้องกระทำ ไม่ปล่อยให้เป็นภาระของหน่วยงานเพียงลำพัง 

             หรือแม้แต่องค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม สามารถชี้นำโดยการให้ความรู้ การรณรงค์หรือการจัดกิจกรรมที่สร้างสรรค์เพื่อเยาวชนรุ่นต่อไปให้เติบโตอย่างมีคุณค่าเช่น องค์กรนักศึกษาในพื้นที่ ก็สามารถมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหานี้ได้ด้วยเช่นกัน แต่เท่าที่เห็นปัญหานี่ยังถูกละเลยจากปัญญาชนคนหนุ่มสาวที่นี่ คงเห็นเพียงกิจกรรมทางการเมืองอื่นๆ ที่เขาและเธอเหล่านั้นมักร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคมบางองค์กรที่ใช้พลังนักศึกษาเรียกร้องในสิ่งที่องค์กรนั้นๆ ต้องการโดยเยาวชนเหล่านั้นมิได้เฉลียวซักนิดด้วยคิดว่าได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง น่าเสียดายที่หากได้ใช้พลังนี้ตามบทบาทที่เหมาะสมและควรจะเป็นแล้วน่าจะเกิดผลดีต่อพื้นที่ในหลายด้านไม่มากก็น้อย และปัญหาน้ำกระท่อมอาจกลายเป็นปัญหาที่แก้ได้อย่างไม่ยากนัก

        จากบทความที่กล่าวข้างต้นซึ่งผู้เขียนอ้างว่าเป็นผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนนักศึกษาเพื่อพิทักษ์ประชาชนซึ่งหากเป็นจริงผู้เขียนท่านนั้นคงเป็นนักศึกษาและคงทราบดีถึงรากเหง้าของปัญหาน้ำกระท่อมในพื้นที่ดีว่ามีมาอย่างยาวนานก่อนเหตุการณ์ความรุนแรงจะปะทุขึ้น การนำข้อมูลจากที่นั้นนิดที่นี่หน่อยมาประติดประต่อกันแล้วสรุปเอาข้างเดียวว่าเพราะส่วนนั้นหน่วยนี้เป็นต้นเหตุและมีวัตถุประสงค์ทำลายเยาวชนโดยมิได้ตระหนักถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาจึงไม่น่าจะยุติธรรม นอกเสียจากว่าท่านผู้เขียนจะมีเจตนาสื่อถึงอย่างนั้นจริงๆ

          ความพยายามใดๆ ที่จะชี้นำประชาชนโดยใช้วาทะกรรม “การติดอาวุธทางความคิดให้กับประชาชน” นั้นสามารถทำได้ในทางสร้างสรรค์ เช่น การให้ความรู้ในการดำรงชีวิตอยู่ร่วมกัน หรือการยอมรับในวิถีและความเชื่อที่แตกต่างจะช่วยให้บรรยากาศความรักความสามัคคีมีมากยิ่งขึ้นมิใช่หรือ การเรียกร้องให้ประชาชนรักแผ่นดินถิ่นเกิด ลุกขึ้นมาต่อสู้กับยาเสพติดเพื่อแผ่นดินของตนมิใช่สิ่งผิด แต่การเรียกร้องให้เยาวชนซึ่งจะเป็นผู้ใหญ่รุ่นต่อไปลุกขึ้นมาต่อสู้ในความหมายของผู้เขียนท่านนี้มิใช่เท่ากับเป็นการเร่งให้แผ่นดินนี้ลุกเป็นไฟหรือ ทุกวันนี้ประชาชนยังเดือดร้อนไม่พอกันหรืออย่างไร ประชาชนส่วนใหญ่จะอยู่ได้อย่างไร ผู้เขียนขอฝากคำถามนี้ไปยังพี่น้องประชาชนทุกท่านเพราะพลังของประชาชนเท่านั้นที่จะดับไฟที่รุมเร้าแผดเผาพื้นที่จังหวัดชายแดนแห่งนี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

          ฝากถึงกองบรรณาธิการสำนักข่าว “จับตาดูภาคใต้” ด้วยว่าควรได้พิจารณาซักนิด เรื่องนี้มิใช่เพียงเป็นการเปิดโปงตัวตนที่แท้จริงของใครบางคนเท่านั้น แต่เป็นการเปิดโปงทิศทางและคุณภาพการทำหน้าที่ในฐานะสื่อของสำนักข่าวของท่านด้วย 

พิราบแดนใต้

วันพุธที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2556

เขตปกครองพิเศษปัตตานีมหานคร หนทางสู่สันติ? ฝันที่ (ไม่) มีวันเป็นจริง



      ในช่วงที่ผ่านมากระแสการจัดตั้งเขตปกครองพิเศษในพื้นที่ที่ยังมีปัญหาของบ้านเราซึ่งคงหนีไม่พ้น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายแตกต่างทางวัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อทั้งระหว่างประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เอง และประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ และได้มีกลุ่มบุคคลได้ใช้ความแตกต่างนี้มาเป็นเงื่อนไขในการสร้างความแตกแยกโดยการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่อย่างต่อเนื่องตลอด 8 ปีที่ผ่านมาเพื่อยกระดับความขัดแย้งไปสู่สากล และสร้างความชอบธรรมในการจัดการลงประชามติของประชาชนในพื้นที่ในการปกครองตนเองโดยการแยกตัวเป็นเอกราช ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมาก็ได้พยายามแก้ไขปัญหานี้มาโดยต่อเนื่องทุกวิถีทางโดยใช้แนวทางสันติวิธีเป็นหลักแต่ดูเหมือนว่าความพยายามสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในพื้นที่เพื่อหยุดปัญหาเหล่านั้นจะยังคงไม่สัมฤทธิ์ผลเท่าที่ควร การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐยังคงเกิดขึ้นอยู่เนืองๆ ขณะที่ความพยายามของกลุ่มบุคคลข้างต้นก็ยังใช้ทุกวิถีทางทั้งการปฏิบัติการทางทหารและทางการเมืองตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปถึงระดับชาติแล้วสร้างกระแสให้ขยายตัวไปถึงระดับสากลเพื่อขอการสนับสนุนจากกลุ่มประเทศต่างๆ ในการแยกตัวเพื่อปกครองตนเอง


 ด้วยปัญหาที่ถูกมองว่าอาจไร้ทางออก เขตปกครองพิเศษปัตตานีมหานครจึงถูกจุดประกายและหยิบยกขึ้นมาเป็นทางเลือกท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งสนับสนุนและไม่เห็นด้วย ภายใต้การขับเคลื่อนเพื่อหาเสียงสนับสนุนโดยองค์กรภาคประชาสังคมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ร่วมมือกับองค์กรทางวิชาการ จัดเวทีสาธารณะเพื่อรับฟังความต้องการของคนในพื้นที่ ร่วมถึงมีการร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการปัตตานีมหานครมาเป็นที่เรียบร้อย โดยชูธงให้เห็นข้อดีของการเป็นเขตปกครองพิเศษคือ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ในฐานะ “พลเมืองไทย” ทุกคนสามารถร่วมมือกันช่วยแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้แบบยั่งยืน ด้วยกระบวนการทางการเมืองภาคประชาชนโดยใช้ช่องทางของรัฐธรรมนูญไทย เพื่อกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้พึ่งพาตนเองและตัดสินใจในกิจการของท้องถิ่นที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ อยู่ร่วมกันภายใต้ความหลากหลายทางชาติพันธ์ ศาสนา ภูมินิเวศน์และวัฒนธรรม ใช้การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี โดยพิจารณาจากโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่นให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกัน และร่วมกันออกแบบวัฒนธรรมอันดีทางการเมืองไทยในอนาคตเพื่อคนไทยรุ่นต่อไป ซึ่งนั้นนับว่าเป็นเหตุผลที่ดีตามครรลองของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย


 ต่อประเด็นข้างต้น หากมองในด้านของการยุติปัญหาการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่แล้ว นักวิชาการหลายท่านต่างออกมาระบุในทำนองเดียวกันว่า การจัดตั้งเขตปกครองพิเศษปัตตานีมหานครเป็นการหาจุดสมดุลระหว่างรัฐไทยที่ปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจ ขณะที่ฝ่ายขบวนการก่อการร้ายต้องการแบ่งแยกดินแดนแล้วก่อตั้งเป็นประเทศเอกราช หากประชาชนในพื้นที่เห็นด้วยกับการกำหนดอนาคตการเมืองการปกครองของตนเองในรูปแบบปัตตานีมหานครได้ก็จะเป็นการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ไปด้วย เนื่องจากฝ่ายขบวนการไม่สามารถหามวลชนไปสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนได้ ซึ่งประเด็นสำคัญคือเป็นหนทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งไม่ใช่เพื่อการแบ่งแยกดินแดน ประกอบกับการแก้ไขปัญหาความต้องการในการปกครองตนเองในลักษณะนี้มิได้เกิดขึ้นเพียงในประเทศไทยเท่านั้น แต่หลายประเทศที่ประสบปัญหานี้ก็ได้ใช้แนว ทางนี้ในการแก้ปัญหาก็สามารถทำให้คลี่คลายลงได้ด้วยความพอใจของทุกฝ่าย นี่เป็นอีกมุมมองหนึ่ง


    ในอีกมุมมองเห็นว่าการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น โดยใช้หลักการจังหวัดจัดการตนเองโดยประชาชนมีส่วนร่วมนั้นเป็นแนวทางที่ดีและสามารถแก้ปัญหาพิเศษเฉพาะพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ผ่านมามีข้อสังเกตที่สำคัญประการหนึ่งคือ การที่มีพรรคการเมืองหนึ่งชูนโยบายการกระจายอำนาจโดยใช้โมเดล “นครรัฐปัตตานี” เพื่อขอเสียงสนับสนุนในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจากประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ท้ายที่สุดก็พ่ายแพ้การเลือกตั้งในพื้นที่นี้ ซึ่งนี่อาจเป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่แท้จริงของประชาชนในพื้นที่ได้ส่วนหนึ่งว่าต้องการการปกครองตนเองในลักษณะเขตปกครองพิเศษหรือไม่


  ขณะที่ความชัดเจนเรื่องความต้องการหรือไม่ต้องการปกครองตนเองของประชาชนในพื้นที่ยังไม่เด่นชัด ความพยายามขององค์กรภาคประชาชนที่เคลื่อนไหวสร้างกระแสสนับสนุนยังคงดำเนินต่อไป ประเด็นหนึ่งที่ต้องยอมรับว่ากระแส “กลัวการกระจายอำนาจ” ที่เกิดขึ้นในใจทั้งฝ่ายรัฐไทยและประชาชนในพื้นที่นั้นยังคงมีอยู่แน่นอน ด้วยเพราะพื้นที่นี้มีปัญหาด้านความมั่นคงจากสถานการณ์ความไม่สงบอยู่ หากเดินหน้าจัดตั้ง “ปัตตานีมหานคร” หรือโมเดลการปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษอื่นในชื่อใดๆ ก็ตาม จะกลายเป็นการตั้ง “เขตปกครองพิเศษ” ซึ่งบรรดาผู้ที่จะเข้ามาบริหารนั้นแน่นอนว่าด้วยการต่อสู้ทางการเมืองในพื้นที่ที่จะเกิดเพิ่มมากขึ้นเพื่อช่วงชิงอำนาจในการเข้ามาบริหาร ผู้ที่จะสามารถเข้ามามีอำนาจได้ก็คือผู้ที่มีบทบาททางการเมืองสูงในพื้นที่อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งฝ่ายความมั่นคงเชื่อว่ามีความเชื่อมโยงของนักการเมืองในพื้นที่กับขบวนการที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องเกื้อกูลกันอยู่ หากมีการจัดตั้งเขตปกครองพิเศษขึ้นในอนาคตอาจส่งผลบานปลายให้เกิดการ “แบ่งแยกดินแดน” ได้ในท้ายที่สุด


    อย่างไรก็ดีการเดินหน้าเรื่องปัตตานีมหานครโดยการขับเคลื่อนของรัฐบาลปัจจุบันในช่วงแรกของการเข้ามาบริหารประเทศนั้นยังไม่มีความความคืบหน้าเท่าที่ควร อาจเป็นเพราะปัญหาต่างๆ ที่เข้ามารุมเร้าให้ต้องตามแก้เกิดมีขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือเพราะการไม่ขานรับนโยบายเขตปกครองพิเศษปัตตานีมหานครของพรรคการเมืองนั้นในช่วงการเลือกตั้งก็ตาม แต่ที่แน่ๆ กระแสการกระจายอำนาจและจัดตั้งองค์กรปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษภายใต้รัฐธรรมนูญกำลังกลับมาเป็นประเด็นทางการเมืองที่ฝ่ายการเมืองทั้งในท้องถิ่น ระดับชาติหรือแม้แต่แกนนำฝ่ายกองกำลังที่เคลื่อนไหวก่อเหตุอยู่ในพื้นที่ กำลังชิงไหวชิงพริบในการเข้ามามีบทบาทเพื่อสถาปนาฐานอำนาจทางการเมืองของกลุ่มของพรรคตนเองเพื่อปูทางไปสู่ชัยชนะทั้งทางการเมืองหรือการเข้าคุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จด้วยกองกำลังที่ตนมีอยู่


   ไม่ว่าการจัดตั้งเขตปกครองพิเศษในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะใช้โมเดลการปกครองพิเศษแบบใด จะสามารถดำเนินการให้เป็นรูปร่างตามแนวทางภายใต้รัฐธรรมนูญได้ในระยะเวลาอันใกล้หรือไม่ หรือเมื่อจัดตั้งเป็นเขตปกครองพิเศษแล้วจะเอื้อประโยชน์ให้กับใคร การคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในพื้นที่นั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ทุกฝ่ายต้องตระหนักและนำมาวิเคราะห์อย่างรอบคอบ เพราะเหตุผลหลักที่ทุกฝ่ายบอกเป็นเสียงเดียวกันคือต้องการสร้างความสงบสุขให้เกิดมีขึ้นในพื้นที่แห่งนี้มิใช่หรือที่เป็นสาระสำคัญที่แต่ละฝ่ายนำมากล่าวอ้างสร้างความชอบธรรมและต้องการให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง แต่หากจัดตั้งแล้วไม่ส่งผลให้เกิดความสงบสุข ตรงกันข้ามกลับเป็นชนวนเหตุของความขัดแย้งแย่งชิงอำนาจของนักการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ทั้งกลุ่มธุรกิจผิดกฎหมายและขบวนการก่อเหตุรุนแรง ความใฝ่ฝันถึงความสงบสันติที่ประชาชนในพื้นที่ไขว่คว้าโหยหามายาวนานคงเป็นไปได้ยากนัก
ซอเก๊าะนิรนาม

วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2556

อย่าฝากความหวังไว้แค่..."โต๊ะเจรจา"

    คำถามแรกที่ผู้แทนฝ่ายความมั่นคงไทยต้องถามในวงพูดคุยสันติภาพดับไฟใต้อย่างเป็นทางการนัดแรกในวันที่ 28 มี.ค.นี้กับกลุ่มที่อ้างตัวว่าเป็นแกนนำขบวนการบีอาร์เอ็น ก็คือ เหตุใดความรุนแรงที่กระทำต่อเป้าหมายอ่อนแอยังคงเกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

เพราะแม้ฝ่ายความมั่นคงไทยจะอ้างว่า การพบปะหารือจนถึงขั้นลงนามในข้อตกลงริเริ่มกระบวนการพูดคุยสันติภาพ เมื่อ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา จะยังไม่ได้มีการเสนอเงื่อนไขใดๆ ระหว่างกัน แต่ข่าววงในจากคนที่ไปร่วมวงพูดคุยลับๆ อีกครั้งหลังจากนั้น คือในวันที่ 5 มี.ค.ก็ยืนยันชัดเจนว่ามีการ "ร้องขอ" กันเบื้องต้นแล้วว่าให้ช่วยลดการก่อเหตุรุนแรงโดยเฉพาะระเบิดในเขตชุมชนเมืองซึ่งสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินสูงมาก รวมทั้งลดการกระทำต่อเป้าหมายอ่อนแอ เช่น ผู้หญิง เด็ก และครู

ทว่าตลอดห้วงเวลาเกือบ 1 เดือนที่ผ่านมากลับมีเหตุรุนแรงในเขตเมืองเกิดขึ้นหลายเหตุการณ์ และยังมีเป้าหมายอ่อนแอได้รับผลกระทบด้วย ไล่ตั้งแต่

- 1 มี.ค. คาร์บอมบ์และมอเตอร์ไซค์บอมบ์ในเขตเทศบาลเมืองนราธิวาส มีผู้บาดเจ็บ 6 ราย
- 2 มี.ค. คาร์บอมบ์ในเขต อ.เมืองยะลา ทำให้ทหารพรานเสียชีวิต 2 นาย มีผู้บาดเจ็บอีก 12 ราย
- 21 มี.ค. มอเตอร์ไซค์บอมบ์ในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี ทำให้เด็ก 9 ขวบเสียชีวิต และมีผู้บาดเจ็บอีกกว่า 10 ราย

ยังไม่นับเหตุระเบิดครั้งรุนแรงในพื้นที่ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 15 มี.ค. ทำให้สูญเสียนายตำรวจน้ำดีไปถึง 3 นาย และเหตุการณ์ในลักษณะป่วนเมืองครั้งละหลายจุดอีกหลายครั้ง

เหล่านี้เป็นสิ่งที่ฝ่ายความมั่นคงไทยต้องได้รับคำตอบที่ชัดเจนว่าสถานการณ์ความรุนแรงยังทรงตัวอยู่เช่นนี้เพราะอะไร หรือยังไม่ได้สื่อสารกับระดับปฏิบัติในพื้นที่ หรือมีเหตุผลอื่น หรือทางฝ่ายขบวนการจะสรุปว่าจำนวนเหตุร้ายขนาดนี้ถือว่าลดระดับลงแล้ว ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อนำคำตอบที่ได้มาประเมินผลต่อไป เนื่องจากหลายเสียงจากผู้ทรงคุณวุฒิที่ติดตามสถานการณ์ภาคใต้อย่างใกล้ชิดยังคงตั้งคำถามว่า กลุ่มบุคคลที่ทางการไทยไปเปิดหน้าเจรจาด้วยนั้นเป็น "ตัวจริง" หรือเปล่า

แม้ความเป็น "ตัวจริง" ในทัศนะของผมจะไม่ได้สลักสำคัญอะไรมากมาย แต่สำหรับในกระบวนการสันติภาพที่ใช้การตั้งโต๊ะเจรจาเป็นเครื่องมือแล้ว ความเป็น "ตัวจริง" มีผลต่อความเชื่อมั่นไม่น้อย โดยเฉพาะความเชื่อมั่นของสังคมที่เฝ้ามองอยู่ หากความเชื่อมั่นนี้หมดไป ความสำเร็จย่อมหดหายตามไปด้วย

จะว่าไปแล้ว ความเป็น "ตัวจริง" ซึ่งหมายถึงการมีศักยภาพสั่งการกองกำลังติดอาวุธในพื้นที่ได้จริงๆ ในบางมิติอาจมีความสำคัญ เช่น มิติที่กลุ่มต่อต้านรัฐมีเพียงกลุ่มเดียวหรือน้อยกลุ่ม และมีตัวตนชัดเจน มีโครงสร้างการบังคับบัญชาที่รับรู้ได้ ดังเช่น ขบวนการอาเจะห์เสรี หรือ กัม (GAM) ในกรณีอาเจะห์กับอินโดนีเซีย หรือขบวนการปลดปล่อยอิสลามโมโร (เอ็มไอแอลเอฟ) ในกรณีมินดาเนากับรัฐบาลฟิลิปปินส์

แต่หากพิจารณาในอีกบางมิติ ความเป็น "ตัวจริง" หรือ "ตัวปลอม" ก็อาจไม่ใช่สาระอะไรมากนัก โดยเฉพาะหากเราเชื่อในทฤษฎีที่ว่า กลุ่มที่ใช้ความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้มีมากมายหลายกลุ่ม
ที่สำคัญ "กลุ่มหลัก" ที่ใช้ความรุนแรงมาตลอด (เชื่อกันว่าเป็นกลุ่มบีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนต) ยังเลือกใช้วิธีจัดโครงสร้างแบบ "องค์กรลับ" ส่งผลให้โครงสร้างองค์กรไม่มีความชัดเจน และเมื่อการต่อสู้มีความยืดเยื้อยาวนาน ย่อมมีโอกาสสูงที่กลุ่มติดอาวุธอาจขยายวงไปมาก คือแตกกลุ่มแตกสาขากันไปตามอุดมการณ์ความเชื่อของแต่ละพวกแต่ละคน ทำให้เกิดภาวะ "ไร้เอกภาพ" อย่างสิ้นเชิง และองค์กรนำ (เดิม) ไม่อาจบังคับบัญชาได้ 100%

หากเราเชื่อว่าสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ในสภาพนั้น การเจรจากับใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งย่อมแทบจะไร้ผลในการยุติความรุนแรงในภาพรวม ฉะนั้นการที่เราตั้งความหวังกับกระบวนการพูดคุยเจรจามากๆ สุดท้ายอาจจะผิดหวังก็ได้

ส่วนตัวผมมองว่าทฤษฎีที่หยิบยกมาใกล้เคียงกับสภาพจริงในพื้นที่อย่างมาก เนื่องจากได้ลองให้คนในพื้นที่ช่วยสอบถามกลุ่มติดอาวุธที่ถูกเรียกว่า "อาร์เคเค" หลายครั้ง หลายคน ได้คำตอบใกล้เคียงกันว่าไม่รู้จักเลยว่ารัฐไทยไปเจรจากับใคร และไม่ได้รับสัญญาณไม่ว่าจากทางใดให้ลดระดับการก่อเหตุรุนแรงลง

ด้วยเหตุนี้ผมจึงคิดว่าทางที่ดีและรอบคอบที่สุด คือเราควรใช้กระบวนการพูดคุยเจรจาเป็นเพียง "กลไก" หรือเครื่องมือหนึ่งในหลายๆ เครื่องมือในการแก้ไขปัญหา ไม่ใช่ทุ่มเทความหวังไปที่การพูดคุยเจรจาเสมือนหนึ่งว่าเป็นคำตอบเดียวของปัญหาชายแดนใต้ แล้วลืมการแก้ไขปัญหาพื้นฐานต่างๆ ที่เป็น "เงื่อนไข" ของความขัดแย้งและยังปรากฏอยู่อย่างดาษดื่น

เพราะท่ามกลางปัญหาที่มีมิติซับซ้อนสูงและมีกลุ่มที่เห็นต่างกับรัฐค่อนข้างหลากหลายเช่นนี้ หัวใจของการแก้ปัญหาย่อมหนีไม่พ้นการลดทอน "เงื่อนไข" ที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากเลือกใช้ความรุนแรงให้ลดลงเรื่อยๆ นั่นก็คือการมียุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติที่หลากหลาย แล้วขับเคลื่อนงานไปพร้อมๆ กัน

หลายเรื่องผมไม่เห็นความจำเป็นว่าต้องรอการพูดคุยสันติภาพแต่อย่างใด เพราะเป็นเรื่องที่คนทำงานภาคใต้ก็ทราบๆ กันดีอยู่แล้วว่าควรทำอะไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเป็นธรรมทางคดี การลดการใช้กฎหมายพิเศษ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค ไม่เลือกพุทธ-มุสลิม ไม่เลือกว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือประชาชน การคลี่คลายคดีคาใจต่างๆ รวมไปถึงการเคารพสิทธิมนุษยชน หรือแม้แต่การปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ (ที่เป็นการปกครองท้องถิ่นจริงๆ) ก็สามารถเดินหน้าไปได้เลย หากเป็นความต้องการของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

เท่าที่ผมเคยร่วมเวทีพูดคุยวงปิดกับประชาชนสาขาอาชีพต่างๆ ในพื้นที่ชายแดนใต้ พบว่าสิ่งที่ประชาชนอยากได้มากๆ ไม่ใช่ "เขตปกครองพิเศษ" ในความหมายของการปกครองตนเอง หรือในรูปแบบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ แต่เป็นการเพิ่มช่องทางให้ "คนดีๆ" ได้เข้าสู่ระบบตัวแทนเพื่อเข้าไปเป็นผู้บริหารในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีอยู่ เช่น เพิ่มคุณสมบัติให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งระดับต่างๆ โดยเฉพาะกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือนายก อบต.ต้องจบปริญญาตรี เพื่อแก้ปัญหาการใช้ระบบเครือญาติผูกขาดเก้าอี้ และมีกลไกลดความขัดแย้งในการเลือกตั้ง อาทิ ใช้ระบบประชาคมที่อิงกับหลักการทางศาสนา หรือการมี "สภาซูรอ" คอยคัดกรองผู้สมัคร เป็นต้น

เรื่องเหล่านี้ผมว่าไม่เห็นต้องรอ นายฮัสซัน ตอยิบ หรือแกนนำบีอาร์เอ็นคนไหนมาเรียกร้อง เพราะสามารถทำได้ทันที และยังเป็นการแสดงความจริงใจด้วยว่ารัฐต้องการให้เกิดสันติสุขอย่างแท้จริงโดยมี "ประชาชน" เป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ถูกครหาว่ามี "ผลประโยชน์ทางการเมือง" เป็นตัวตั้งดังที่เป็นอยู่!

ที่มา http://m.southdeepoutlook.com/news_content.php?id=10000361 

วันพุธที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2556

ถอยคนละก้าว ให้ที่ยืนแก่กัน ร่วมสร้างสันติสุขในบ้านเรา



           
       เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา กรรมการสภาประชาสังคมชายแดนใต้ทั้งคณะได้ไปประชุมที่ ศอ.บต. ยะลา โดยเชิญทหารตำรวจที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ค่ายนาวิกโยธินถูกโจมตีที่บาเจาะ นราธิวาสเมื่อ 13 ก.พ. 2556 มาเล่าข้อมูลและแลกเปลี่ยนซักถามกัน  ผู้การฯ นาวิกโยธินเล่าให้ที่ประชุมฟังว่า มักถูกนักข่าวถามว่าไล่ล่าพวกโจรไปถึงไหนแล้ว  ตอบว่าตนไม่ได้คิดจะทำอย่างนั้นเลย เพราะคนเหล่านี้ไม่ใช่โจร เขาเป็นเพียงพี่น้องที่เห็นต่างและเคยมีประสบการณ์ถูกกระทำจากรัฐมาก่อน  แทนที่จะไล่ล่าตนกลับจะต้องรีบรุดไปหาญาติพี่น้องของเขาเหล่านั้นแทน เพื่อแสดงความเสียใจและเห็นอกเห็นใจ
          อันที่จริงการสู้รบทั้งสองฝ่าย ต่างผลัดกันได้เปรียบเสียเปรียบกันมาโดยตลอด ความสูญเสียทุกครั้ง ไม่ว่าของฝ่ายใดล้วนเป็นเรื่องที่น่าเศร้าโศกเสียใจทั้งสิ้น เพราะทุกคนคือพี่น้องคนไทย ทุกคนเป็นเพื่อนมนุษย์ ไม่ควรที่เราจะมายินดีหรือยินร้ายกับใคร ไม่ควรสะใจหรือโกรธแค้นเหมือนคนเชียร์มวย  แต่เราควรต้องช่วยกันภาวนาให้ทั้งสองฝ่ายหยุดสู้รบกัน โดยส่งเสียงดังๆ ว่าขอสันติภาพกลับคืน
    
          วันนี้ผมมีข้อเสนอรูปธรรมการถอยคนละก้าวและให้ที่ยืนแก่กันและกัน  เป็นเสียงเพรียกเพื่อสันติภาพจากภาคประชาสังคมครับ

1. สร้างเงื่อนไขการหยุดยิง สร้างบรรยากาศสันติภาพ (Peace Building)
          การหยุดใช้ความรุนแรงเข้าห้ำหั่นกัน การเกิดความรู้สึกที่ปลอดภัย การสามารถใช้วิถีชีวิตที่เป็นปกติสุขได้ เหล่านี้คือรูปธรรมของสันติภาพ ซึ่งไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพังหรือการใช้กำลังที่เหนือกว่าไปบังคับอีกฝ่าย จึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันสร้างบรรยากาศสันติภาพ ดังนี้
          1) รัฐบาล ต้องประกาศเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ในการสร้างสันติภาพ พร้อมทั้งแสดงความจริงใจด้วยการนำ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในฯ มาใช้แทน พ.ร.ก.การบริหารราชการในภาวะฉุกเฉินฯ แบบเต็มทั้งพื้นที่ โดยทันที  นี่เป็นงานการเมืองและงานนโยบายเชิงรุกที่น่าจะเหมาะสมที่สุดสำหรับสถานการณ์ขณะนี้ นักการเมืองไม่ควรไปแย่งฝ่ายปฏิบัติทำในเรื่องอื่นที่ไม่ใช่บทบาทหน้าที่ ไม่ควรกลัวว่าใครจะมาแย่งซีน ไม่ฉวยโอกาสหาเสียงกันแบบมักง่าย ความมั่นคงไม่ใช่เรื่องเล่น จะต้องทำให้เรื่องนี้พ้นจากความเป็นขั้วเป็นฝ่ายทางการเมืองเสียที
          2) ฝ่ายขบวนการ  (BRN Coordinate, RKK, Juwae) ต้องหยุดระเบิด หยุดเข่นฆ่าทำร้ายผู้บริสุทธิ์ที่ไร้ทางสู้ โดยทันทีเช่นกัน เพราะการปฏิบัติการณ์เช่นนั้นรังแต่จะเสียการเมือง ทำลายความชอบธรรมในการต่อสู้  พื้นที่สำหรับยืนในระยะยาวจะยิ่งหดแคบ ความกลัวของสาธารณชนในท้องถิ่นเมื่อถึงขีดสุด จะเปลี่ยนเป็นความเกลียดและกล้าที่จะเป็นปฏิปักษ์
       3) สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการเมืองของฝ่ายรัฐ ต้องเดินหน้ากระบวนการพูดคุยและเจรจาสันติภาพกับกลุ่มผู้เห็นต่างในระดับผู้ตัดสินใจอย่างหวังผลสัมฤทธิ์ ต้องใช้การข่าวและหลักวิชาชีพที่เป็นจุดแข็งของสถาบันและความเป็นมืออาชีพในการทำงาน ไม่ปล่อยให้พรรคการเมืองมาใช้เป็นเครื่องมือจนเสียการ
      4) กอ.รมน. ในฐานะหน่วยงานหลักด้านปฏิบัติการด้านการทหาร ต้องเข้มแข็งในการบังคับใช้กฎหมายและรักษาความสงบปลอดภัยของบ้านเมือง ต้องใช้มาตรการการเมืองนำการทหารอย่างเข้มข้นและเตรียมการรองรับการคืนสู่เหย้าเข้าร่วมพัฒนาชายแดนใต้ของพี่น้องผู้เห็นต่าง
       5)ศอ.บต.ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการพัฒนา ต้องเดินหน้าการเยียวยาเชิงสมานฉันท์ในเชิงรุกและสนับสนุนการฟื้นฟูพัฒนาพื้นที่ สร้างความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำ โดยทุกกิจกรรมทุกขั้นตอนต้องสนับสนุนให้ชุมชนมีส่วนร่วมในเชิงคุณภาพอย่างจริงจัง
          6) ภาคประชาสังคม ในฐานะเป็นพลังที่เป็นกลาง ต้องทำหน้าที่กำกับ สนับสนุนและตรวจสอบทุกฝ่าย รวมทั้งร่วมสร้างบรรยากาศสันติภาพอย่างจริงจัง ในทุกรูปแบบ

2. เสริมสร้างบทบาทและพลังชุมชนในงานพัฒนา (People Empowerment)
          การพัฒนาที่ถูกทิศทางและมีความสมดุล สามารถป้องกันปัญหาความขัดแย้งได้ จึงนำมาซึ่งสันติภาพและสันติสุข ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การพัฒนาที่ยั่งยืนคือการพัฒนาที่ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง ชุมชนเป็นแกนหลักและประชาชนมีบทบาทสำคัญ  จึงขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง พัฒนาระบบและกลไกสนับสนุนภาคประชาชนในงานพัฒนา ดังนี้
          1) รัฐบาล ควรจัดตั้งองค์การมหาชนเพื่อเป็นกลไกการทำงานเสริมให้กับ ศอ.บต.ในการสนับสนุนการฟื้นฟูและพัฒนาชุมชนชายแดนใต้ ตลอดจนสนับสนุนงบประมาณและกำกับดูแลให้เป็นองค์กรเสริมสร้างพลังชุมชนท้องถิ่นที่ปลอดจากการเมืองและมีความเป็นมืออาชีพในด้านงานพัฒนาอย่างแท้จริง
          2) ภาคประชาสังคม ควรก่อตั้งกลไกและพัฒนาระบบมูลนิธิกองทุนชุมชน (community foundation) เพื่อระดมการบริจาคสาธารณะและจัดการทุนสนับสนุนแก่กลุ่มและองค์กรอาสาสมัครที่หลากหลายในพื้นที่ เพื่อฟื้นฟูและพัฒนาชายแดนใต้เคียงคู่กับภาครัฐด้วยระบบการพึ่งตนเอง

3. ส่งเสริมการกระจายอำนาจเพื่อการจัดการตนเอง (Decentralization)
          การพูดคุยเรื่องการกระจายอำนาจในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากเป็นการเปิดพื้นที่สันติให้กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีความเห็นต่างได้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างมั่นใจแล้ว ยังช่วยให้ประชาชนในระดับฐานรากได้มีโอกาสเปิดโลกทัศน์รับข้อมูลและความรู้ใหม่ๆ  ถึงแม้นว่าการหาข้อยุติในรูปแบบการเมืองการปกครองที่มีลักษณะเฉพาะสำหรับท้องถิ่นชายแดนใต้ยังคงต้องใช้ระยะเวลา แต่การเคลื่อนไหวอย่างสันติวิธีเช่นนี้ก็นับว่าเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาความเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในระบอบประชาธิปไตยเป็นอย่างยิ่ง จึงขอให้ทุกฝ่ายสนับสนุน ดังนี้
          1) สถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ ควรส่งเสริมสนับสนุนให้มีเวทีวิชาการเพื่อพัฒนารูปแบบทางเลือกการกระจายอำนาจที่หลากหลาย ให้ประชาชนมีส่วนร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างกว้างขวางและต่อเนื่องต่อไป
          2) สภาประชาสังคมชายแดนใต้ ควรจัดทำสรุปประเด็นสำคัญความต้องการของภาคประชาชนด้านการกระจายอำนาจที่ได้จากการจัด 200 เวที เสนอต่อสาธารณะและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสนับสนุนกิจกรรมการเสนอกฎหมายกระจายอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นชายแดนใต้สามารถจัดการตนเองได้มากขึ้น  ทั้งนี้ให้เป็นไปตามขั้นตอนและกติกาของรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด

ที่มา  พลเดช  ปิ่นประทีป 
หมายเหตุ: เขียนให้โพสต์ทูเดย์ 6 มีนาคม 2556