วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

จดหมายข่มขู่เจ้าหน้าที่รัฐ “PULO” หรือ “BRN” ปริศนา (ไม่ลับ) ที่รอการเปิดเผย



               ข่าวความเคลื่อนไหวการพูดคุยสันติภาพกำลังเดินหน้า “PULO” รวมเป็นหนึ่งเตรียมร่วมวงเจรจา “BRN” รับคำตอบ 5 ข้อจากฝ่ายไทย นายกัสตูรี มะห์โกตา เผยขบวนการพูโล 3 กลุ่ม รวมเป็นหนึ่งเดียว เพื่อเตรียมส่งตัวแทน 2 คน ร่วมทีม BRN ในวงพูดคุยสันติภาพกับฝ่ายไทย ยันหารือผู้อำนวยการพูดคุยฝ่ายมาเลเซียแล้ว ฮัสซัน ตอยิบ ระบุไม่มีปัญหาแต่ให้รวมเป็นหนึ่งก่อนแล้วส่งตัวแทนมา

               นายกัสตูรี มะห์โกตา ซึ่งอ้างตัวเองว่าเป็นประธานขบวนการพูโล (Patani United Liberation Organisation : PULO) มีถิ่นพำนักอยู่ที่ประเทศสวีเดน ให้สัมภาษณ์กับ นายอัศโตรา โต๊ะราแม ผู้สื่อข่าวอาวุโสในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ขณะนี้ขบวนการ PULO ที่แตกออกมาเป็น 3 กลุ่ม ได้รวมเป็นหนึ่งแล้ว เพื่อเตรียมตัวเข้าร่วมวงพูดคุยสันติภาพกับตัวแทนรัฐบาลไทยที่ได้ดำเนินการพูดคุยกับตัวแทนขบวนการBRN ไปก่อนหน้านี้แล้ว นายกัสตูรี เปิดเผยด้วยว่า เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2556 ที่ผ่านมาตนได้เดินทางไปยังประเทศมาเลเซีย เพื่อพบกับผู้อำนวยความสะดวกในการพูดคุยเพื่อสันติภาพระหว่างตัวแทนรัฐบาลไทยกับฝ่ายขบวนการต่อสู้ปาตานี เพื่อหารือถึงเรื่องการเข้าร่วมวงการพูดคุยดังกล่าว การหารือดังกล่าวมีข้อตกลงว่าจะให้ฝ่ายขบวนการ PULO ส่งตัวแทนเข้าร่วมวงพูดคุยเพื่อสันติภาพจำนวน 2 คน ซึ่งหากเป็นความประสงค์ของพระเจ้า ตนก็จะเป็นคนหนึ่งที่จะเข้าร่วมการพูดคุยครั้งต่อไปด้วย

               ขบวนการพูโล (Patani United Liberation Organisation : PULO) ประสบความสำเร็จในการรวม 3 กลุ่ม ให้เป็นหนึ่งเพื่ออำนาจต่อรองเข้าร่วมวงพูดคุยเพื่อสันติภาพ จำนวน 2 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นจะมีนายกัสตูรี มะห์โกตา ซึ่งอ้างตัวเองว่าเป็นประธานขวนการ PULO รวมอยู่ด้วยในการพูดคุยครั้งต่อไป จากการตั้งข้อสังเกตการก่อเหตุในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก่อนการพูดคุยสันติภาพทุกครั้ง จะมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นถี่ยิบ ซึ่งไม่แน่ใจแล้วว่าเป็นการกระทำของกลุ่ม BRN เพียงกลุ่มเดียว แน่นอนกลุ่มขบวนการ PULO เริ่มแสดงศักยภาพมีการผสมโรงในการก่อเหตุด้วยเพียงเพราะเหตุผลในการพยายามสร้างผลงานบนความเดือดร้อนของชาวบ้านนำไปสู่การมีส่วนร่วมในโต๊ะการพูดคุยสันติภาพ

               ล่าสุดขบวนการ PULO ได้ส่งเอกสารทางไปรษณีย์ มายังบ้านพักของเจ้าพนักงานปกครองฝ่ายป้องกันและปราบปรามยาเสพติดคนหนึ่งในลักษณะข่มขู่ให้ จนท.ดังกล่าวเดินทางออกนอกพื้นที่ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ หากยังต้องการความปลอดภัยในชีวิต และหน้าที่การงานโดยไม่มีเงื่อนไข ซึ่งลงลายมือชื่อ โดย นายอาบูยีฮัล ยาลีล ฝ่ายประชาสัมพันธ์ขบวนการ PULO

                 นายกัสตูรี มะห์โกตา ซึ่งอ้างตัวเองว่าเป็นประธานขวนการ PULO กล้าที่จะรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าวหรือไม่ ในการส่งจดหมายข่มขู่เจ้าหน้าที่รัฐตัวเล็กๆ คนหนึ่งผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเท เอาจริงเอาจังกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้ลูกหลานของพี่น้องในพื้นที่ห่างไกลจากปัญหาการระบาดของยาเสพติด หากไม่กล้ารับผิดชอบแสดงให้เห็นว่าขวนการ PULO กับขบวนการค้ายาเสพติดมีความเชื่อมโยงกันอย่างแยกกันไม่ออก เป็นเนื้อเดียวกัน เป็นส่วนหนึ่ง หรือเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังขบวนการค้ายาเสพติดที่คอยมอมเมาลูกหลานพี่น้องประชาชนในพื้นที่ หรือสนับสนุนให้มีการกระทำความผิดต่อกฎหมายทุกชนิด รวมทั้งการลักลอบสินค้าหนีภาษี น้ำมันเถื่อน เพื่อเป็นแหล่งเงินทุน สนับสนุนการเคลื่อนไหวในการก่อเหตุของขวนการ PULO ในการสร้างผลงานเพื่อเป็นอำนาจต่อรองในการเข้าร่วมในกระบวนการพูดคุยสันติภาพ มันช่างบังเอิญเสียเหลือเกินที่จดหมายฉบับดังกล่าวได้รับการเปิดเผยความชั่วร้ายกระชากหน้ากากที่แท้จริงของขบวนการ PULO ออกมาให้ชาวโลกได้รับรู้ อนิจจาประชาชนอย่างเราๆ เจอแต่เรื่องร้ายๆ อยู่กับปัญหาความรุนแรงที่กระทำโดยกลุ่มคนที่ขาดความยั้งคิด เพื่อตัวเอง เพื่อกลุ่มตน สุดท้ายคนที่รับกรรมหนีไม่พ้นประชาชนเจ้าของพื้นที่ตัวจริง ที่ไม่มีสิทธิกำหนดชะตากรรมอนาคตของตัวเอง

             อีกมุมมองหนึ่งของการตั้งใจส่งจดหมายข่มขู่ดังกล่าว มีความผิดปกติบางอย่างว่าทำไมจึงมาเกิดช่วงการเตรียมการพูดคุยสันติภาพ หรือเป็นเพราะขบวนการพูโล 3 กลุ่ม สามารถรวมเป็นหนึ่งเดียว และเตรียมส่งตัวแทน 2 คน ร่วมทีม BRN ในวงพูดคุยสันติภาพกับฝ่ายไทย เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น รวมทั้งการก่อเหตุรุนแรงก่อนการพูดคุยสันติภาพทุกครั้งเป็นการกระทำของกลุ่ม BRN แล้วโยนความผิดให้ขบวนการ PULO เพื่อใส่ร้ายอีกกลุ่มหวังผลด้านมวลชนในพื้นที่ แย่งชิงการเป็นองค์กรนำ ในเวทีการพูดคุยสันติภาพ สักวันความจริงจะปรากฏ กับการกระทำที่เลวร้ายสุดโต่ง ก่อเหตุร้ายรายวัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหนเป็นผู้กระทำ สุดท้ายประชาชนคือผู้รับกรรม ได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า อนิจจากับเสียงโหยหาสันติภาพที่ริบหรี่เหมือนแสงไฟที่ปลายอุโมงค์

ตนไทยปลายด้ามขวาน

วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

BRN คือ “อาชญากรทำร้ายผู้บริสุทธิ์”



           ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จชต.ย่างเข้าสู่ปีที่ 10 ยังไม่มีทีท่าจะสงบ หลังจากเหตุการณ์ปล้นปืนกองพันพัฒนาที่ 4 เมื่อต้นปี 2547 แม้จะมีการพูดคุยสันติภาพระหว่างรัฐไทยกับตัวแทนกลุ่ม BRN โดยมีมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการพูดคุย แต่ BRN ยังคงเดินหน้าสร้างผลงานฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ ฆ่าคนศาสนาเดียวกัน เด็ก สตรี และผู้พิการ ไม่เว้นแต่ละวัน จากการกระทำของกลุ่ม BRN อาชญากรเลือดเย็นผู้ซึ่งยกระดับตัวเองว่าเป็นผู้ปลดปล่อย “รัฐปาตานี” สถาปนาตัวเองคือ “ตัวแทนคนมลายู” โดยที่ไม่เคยถามประชาชนที่เป็นเจ้าของพื้นที่ตัวจริงว่าต้องการอะไร

            ยุทธศาสตร์อย่างหนึ่งของ BRN คือ การสร้างความแตกแยกของประชาชนในพื้นที่ ควบคู่กับงานมวลชนของกลุ่มและองค์กรที่ขับเคลื่อนในการสร้างกระแสความรักชาติปาตานี สร้างความชอบธรรมในการฆ่าคน ใส่ร้ายป้ายสีแล้วโยนความผิดว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ มีการบิดเบือนหลักคำสอนศาสนาอิสลาม ปลูกฝังแนวความคิดแก่เยาวชน สร้างความแตกแยกระหว่างชาวไทยพุทธ-ชาวไทยมุสลิม ไล่ล่าเข่นฆ่าผู้นำศาสนา พระสงฆ์ หรือโต๊ะอิหม่าม ผู้ที่ปฏิบัติศาสนกิจซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนา สร้างกระแสเพื่อนำไปสู่ความขัดแย้งทางด้านเชื้อชาติ สร้างความโกรธแค้น เกลียดชัง นำไปสู่สงครามระหว่างศาสนาและประชาชน

          กรณีการก่อเหตุยิงชาวไทยพุทธ 2 ศพ ในวันเดียวกัน พื้นที่ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่บ่งชี้ถึงเจตนาในการสร้างสถานการณ์ความแตกแยก โดยการกล่าวอ้างว่าทำเพื่อแก้แค้นให้กับสมาชิก BRN ซึ่งถูกวิสามัญไป 3 ราย เมื่อวันก่อน แสดงให้เห็นถึงแก่นแท้ของความขี้ขลาดตาขาวของโจรที่บังอาจยกหางตนเองเป็นนักรบที่กระทำต่อ “ชาวบ้านที่ไม่มีทางต่อสู้” การกระทำต่อเป้าหมายที่อ่อนแอในพื้นที่ความขัดแย้ง ไม่ใช่สิ่งที่สิ่งพึงกระทำของผู้ที่กล่าวอ้างว่าเป็นนักรบปาตานี พฤติกรรมที่ผ่านมาหลายต่อหลายครั้ง มีการกระทำต่อเป้าหมายที่ไม่มีทางต่อสู้ เป็นที่หดหู่ สะเทือนใจต่อความรู้สึกของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าการฆ่ากรณีนี้หวังผลให้เกิดความเคียดแค้นเกลียดชังระหว่างพี่น้องไทยชาวไทยพุทธและพี่น้องมลายูชาวไทยมุสลิมให้เป็นศัตรูกันรวมทั้งสร้างผลกระทบต่อความหวาดระแวงไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน

         การเสียชีวิตของสมาชิก BRN จากการปะทะหรือติดตามจับกุมของเจ้าหน้าที่ที่ผ่านมา มีการยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นวีรบุรุษ สอดรับการเคลื่อนไหวของ NGOs เถื่อน กับนักวิชาการรับจ้างทำวิจัยความขัดแย้งผลักดันให้ตัวเองมีชื่อเสียง เพื่ออัพค่าตัวดึงทุนสนับสนุน พร้อมทำหน้าที่เป็น กระบอกเสียงให้ BRN อยากจะถามสมควรแล้วหรือที่ตั้งตัวเองเป็น “นักรบปาตานี” แต่พฤติกรรมสุดโต่ง เลวสุดขั้ว ทำตัวเป็นอาชญากรฆ่าคนโดยไม่เลือกหน้า เป็นสิ่งน่าละอายเป็นอย่างยิ่ง ทุกวันนี้ประชาชนได้อะไรจาก BRN บ้างนอกจากความเดือดร้อนรายวันที่ BRN หยิบยื่นให้ มันน่าเศร้าใจที่คนกลุ่มหนึ่งไม่ต้องการเห็นความสงบสุข เห็นความทุกข์ของชาวบ้านเป็นของเล่น ทำเพื่อตัวเอง แล้วกล่าวอ้างเหมารวมยกเข่งว่าเป็นความต้องการของประชาชน โดยไม่สนใจความรู้สึกที่แท้จริงว่าประชาชนเจ้าของพื้นที่ต้องการอะไร


ตนไทยปลายด้ามขวาน

วันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

Bicara Patani เสียงเรียกร้องนี้ของประชาชนจริงหรือ?


มากมายหลายคำถามที่พรั่งพรูปนความสงสัยทั้งจากองค์กรภาคประชาสังคมส่วนใหญ่ในพื้นที่และประชาชนทั่วไปว่า นอกเหนือจากการจัดกิจกรรมเสวนาทางการเมืองที่หมิ่นแหม่ไปถึงความมั่นคงของชาติ พร้อมกับคำกล่าวอ้างเกี่ยวกับเจตนาในการจัดกิจกรรมว่า เพื่อเปิดพื้นที่กลางในการระดมความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของประชาชนทุกภาคส่วนต่อรูปแบบทางเลือกการกระจายอำนาจที่สอดคล้อง และสะท้อนความต้องการที่แท้จริงของประชาชนแล้ว  พิจารณาอย่างไรก็ยังไม่เห็นว่าผลผลิตที่ได้จากการเสวนาจะเป็นความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง  เพราะจากพฤติกรรมและรูปแบบ รวมถึงการกำหนดกลุ่มเป้าหมายแบบจำกัดวงของกลุ่มบุคคลนี้น่าจะชวนให้คิดว่าแท้จริงแล้วมีอะไรแอบแฝงอยู่ลึกๆ เหมือนคลื่นใต้น้ำที่กำลังก่อตัวรอเวลาถาโถมใส่ฝั่งให้พังทลายมากกว่า

ด้วยรูปแบบการเสวนาที่ยังใช้บุคคลที่มีแผลในสังคม เกี่ยวพันกับกลุ่มอิทธิพลและกลุ่มค้ายาเสพติดในพื้นที่หรือผู้ร่วมเสวนาที่มีบทบาทใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมายด้วยการบีบบังคับให้เจ้าหน้าที่ปล่อยตัวผู้กระทำผิดมาอย่างต่อเนื่อง  แม้กระทั่งบุคคลที่เป็นผู้รู้ทางกฎหมายที่เรียกว่า “ทนายความ” ที่เป็นตัวแทนของมูลนิธิทางกฎหมายในพื้นที่ที่มักอ้างว่าให้ความช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน จนเรื่องแดงโดยถูกร้องเรียนจากชาวบ้านกรณีเรียกรับเงินจากผู้ต้องหาในคดีความมั่นคงในพื้นที่ จชต. หากช่วยเหลือว่าความให้แล้วชนะคดี แต่ถ้าแพ้ก็ตัดหางทิ้งไปจนเป็นที่รู้กัน  จึงทำให้เวทีนี้ไม่เป็นที่วางใจและไม่อยู่ในสายตาของคนทั่วไป

ความพยายามมุ่งหามวลชนโดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ขัดแย้งยังเป็นความพยายามหลักในการจัดเวทีเสวนา โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ปรากฎช่องว่างระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐ การจำกัดกลุ่มผู้ฟังที่จำกัดวงอยู่เฉพาะพี่น้องที่นับถือศาสนาอิสลาม เป็นกลยุทธที่ใช้เพื่อจำกัดการแสดงออกด้วยความเห็นที่แตกต่าง  แล้วในท้ายที่สุด     คือการป่าวร้องให้ทุกฝ่ายไม่เว้นแม้ในต่างประเทศได้รับรู้ข้อมูลที่เหมาเอาเองว่า “เป็นความต้องการ เป็นเสียงเรียกร้องของประชาชน”

ข้อมูลสำคัญจากการสอบถามกลุ่มผู้รับฟังการเสวนาคือ ผู้ฟังส่วนใหญ่ไม่ได้รับรู้เรื่องการจัดการตนเองตามวัตถุประสงค์ที่สวยหรูมากไปกว่าการบิดเบือนสถานการณ์โดยการให้ข่าวสารด้านเดียวที่ได้รับจากผู้เสวนา ซึ่งนี่เป็นเจตนาที่บ่งชัดว่าการใช้กระบวนการวิจารณญานสาธารณะเป็นกระบวนการที่ไม่ได้เกิดจากการไตร่ตรองโดยใช้เหตุผลอย่างตรงไปตรงมาของผู้ให้ข้อมูล  แต่มันเป็นข้อมูลที่ซ่อนเร้นถึงการปลุกปั่นชี้นำประชาชนให้เชื่อในสิ่งที่พวกเขาต้องการ  ถึงวันนี้แม้ว่าวิถีการยอมรับและเชื่อฟังผู้นำของประชาชนในพื้นที่ที่ยึดถือมาอย่างยาวนานจะยังคงอยู่ แต่สำหรับประชาชนที่อยู่ภายใต้การหลั่งไหลของข้อมูลข่าวสารแล้วคงต้องใช้คำว่าชาวบ้านไม่ได้โง่จนสามารถจูงจมูกได้เหมือนสัตว์ที่ใช้ไถนาบางชนิด อย่างน้อยก็ชาวบ้านส่วนใหญ่ล่ะ

แล้วก็อย่าคิดว่าเศษเงินน้อยนิดที่ใช้เป็นค่าตอบแทนให้ชาวบ้านที่มาร่วมรับฟังการบิดเบือน จะทำให้เขาเหล่านั้นคล้อยตามการยัดเยียดแนวความคิดสร้างความแตกแยกได้

นั้นเป็นสาเหตุให้จากเป้าหมาย 200 เวทีเมื่อเริ่มแรกจนถึงวันนี้ที่ผ่านไปยังไม่ถึงครึ่งร้อยเวที ได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนหลายประการที่แสดงให้เห็นว่าประชาชน “ไม่เอาด้วย” จำนวนคนฟังแต่ละครั้งเพียง 50 คนแล้วสรุปเอาว่าเป็นเสียงคนส่วนใหญ่จึงเป็นเรื่องลวงโลกที่น่าขำ 

อีกมุมมองหนึ่งคือคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธที่นักพูดฝีปากกล้าเหล่านั้นเรียกว่า คนนอกศาสนา ซึ่งอยู่อาศัยมาบนแผ่นดินนี้มาตั้งแต่พวกเก่งแต่ปากยังไม่เกิด  ไม่เคยได้ถูกสอบถามหรือรับรู้ในเรื่องสิทธิในการจัดการตนเองแม้แต่น้อย หรือถึงรู้ก็ไม่อยากฟังเพราะมันริดรอนสิทธิของคนนอกศาสนาอย่างพวกเขามากมาย เหมือนกับว่าคนไทยพุทธเหล่านั้นไม่ใช่เจ้าของแผ่นดิน  

สิทธิความเป็นเจ้าของจำกัดอยู่เพียงคนนับถือศาสนาอิสลามเท่านั้นหรือ?  การแอบอ้างด้วยการบิดเบือนโดยใช้ชาวบ้านที่ไม่รู้สึกหรือรับรู้ได้มากไปกว่าความเป็นพวกเดียวกัน แล้วก็เหมาเอาว่าเป็นความต้องการของชาวบ้านอีกเช่นเคย นี่จึงเป็นการเอาความศรัทธาที่แตกต่างมาสร้างความแตกแยกอย่างน่ารังเกียจ  


ที่สำคัญคือ เป็นวิธีการเดียวกันกับกลุ่มโจรติดอาวุธ BRN ใช้ในการปลุกเร้าลูกสมุนให้ฆ่าคนต่างศาสนาโดยอ้างว่าไม่บาป แตกต่างกันตรงที่การจัดเสวนานี้ทำในที่แจ้ง ไม่เหมือนอีแอบ BRN ที่แอบไปเสี้ยมสอนกันตามป่าเขา ตามโรงเรียนปอเนาะหรือแม้แต่ในมัสยิด  มันช่างเป็นความเหมือนที่ชวนให้คิดว่าเป็นพวกเดียวกัน

การกระทำใดๆ ที่แสดงเจตนาให้เห็นว่าต้องการทำเพื่อบ้านเมือง เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นรวมทั้งการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิในฐานะพลเมืองของประเทศ โดยการขับเคลื่อนของหลายๆ องค์กรในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้แห่งนี้นับเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง ด้วยว่าได้กระทำในบทบาทฐานะขององค์กรภาคประชาสังคมอย่างแท้จริง แต่สำหรับเวที Bicara Patani แล้ว ความเคลือบแฝงใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหว การมุ่งหวังในสิ่งอื่นโดยเอาประชาชนมาเป็นเครื่องมือ ไม่สามารถหลุดรอดสายตาของพี่น้องประชาชนไปได้แน่นอน

เพียง 47 เวทีที่ผ่านมาได้ทำให้หลายฝ่ายเห็นธาตุแท้ของบุคคลกลุ่มนี้ และชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อสมาชิกกลุ่ม   มีพฤติกรรมฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ร่ำรวยขึ้นทั้งที่ไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง ความฝันที่จะไปให้ถึง 200 เวทีไม่เพียงแต่จะหริบหรี่ หากแต่ได้ดับมืดลงแล้วด้วยเหตุผลเดียวคือความเชื่อมั่นในตัวผู้จัดการเสวนาที่นับวันมีแต่จะหดหาย

แล้วอย่างนี้จะมาอ้างว่าเป็นเสียงของประชาชนได้อย่างไร  เพราะที่ได้ยินชัดๆ มันเป็นเสียงขู่กรรโชกของสัตว์ชนิดนึงที่มักจะขัดแย้งแย่งกันกินอาหารอย่างตระกรุมตระกรามมากกว่า  ต่างกันตรงที่อาหารซึ่งในที่นี้หมายถึงงบประมาณจำนวนมหาศาลที่เขาเหล่านั้นแอบอ้างประชาชนเพื่อเรียกรับจากผู้ให้การสนับสนุนในต่างประเทศ.....ก็เท่านั้น

ไม่เชื่อลองสังเกตดูการเสวนาครั้งต่อไปในวันที่ 4 พ.ย.56 ซิ...บรรยากาศคงวังเวงพิลึก


     ซอเก๊าะ  นิรนาม

วันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ถอดรหัสวิกฤติ กลุ่มเคลื่อนไหวจว.ชายแดนใต้ สัญญาณ “ล่มสลาย” บนความระส่ำระส่ายไร้เอกภาพ!!


เพราะอาจจะกำลังสับสนกับสถานการณ์และแรงกดดันจากหลายด้าน โดยเฉพาะบนเวทีการเจรจาสันติภาพกับรัฐบาลไทย ที่ประเทศมาเลเซียเลยทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เริ่มแสดงออกถึงของความไร้เอกภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้น จนอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญนำไปสู่ความระส่ำระส่าย ตั้งแต่ระดับนำ ไปจนถึงระดับปฏิบัติการ

บวกกับแรงกดดันจากปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ทั้งบุกจู่โจมแบบไม่ให้ตั้งตัว ตามโพยที่มีอยู่แต่เดิม ทั้งจับเป็นและจับตาย เพื่อป้องปรามไม่ให้ขบวนการเคลื่อนไหว กลายเป็น “ขบวนการกองโจรไร้สังกัด ตั้งวงสร้างอำนาจในแต่ละเขตปกครองแบบของใครของมัน

สะท้อนภาพความ ระส่ำ” จากกรณี ทหาร ฉก.ปัตตานี ทหารพรานที่ 41 ตำรวจ ศชต.ปิดล้อมและวิสามัญ  “อับดุลรอฮิง ดาอีซอ” หรือ เปเล่ดำ พร้อมพวกรวม 4 ศพ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา เหตุเกิดที่ บ้านน้ำดำ อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี ที่กลายเป็นประเด็นให้สื่อฯ และเครือข่าย วิชาการส่วนหนึ่ง ออกมาโจมตีถึง ปฏิบัติการดังกล่าวของเจ้าหน้าที่รัฐว่าเกินกว่าเหตุหรือไม่?” ทั้งๆ ที่มีเจ้าหน้าที่เสียชีวิตในปฏิบัติการครั้งนั้นถึงสองนาย และหนึ่งในนั้นเป็นนายตำรวจระดับชั้นยศพันตำรวจโท

            ซึ่งเป้าโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวกับ ปฏิบัติการเกินกว่าเหตุเป็นจุดอ่อนสำคัญในการ จูงใจมวลชนที่กำลังเริ่มจะจุดติดและกลายเป็นจุดสนใจ แต่จู่ๆ ไม่กี่วันหลังจากนั้นในวันที่ 19 ตุลาคม กลับมี สื่อฯที่เข้าไปทำข่าววางระเบิดในพื้นที่หมู่บ้านฮูลูปาเระ หมู่ 1 ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ได้รับบาดเจ็บถึง 5 ราย  พร้อมๆ กับ มีคำเตือนจากกลุ่มเคลื่อนไหวออกมาข่มขู่สื่อฯ จากกลุ่มเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของสื่อฯ ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะตกเป็นเป้าหมายหากอยู่ใกล้เจ้าหน้าที่รัฐสวนทางสร้างข่าวพุ่งปากกระบอกปืนเข้าหาสื่อฯ ซึ่งไม่ต่างจากการทุบหม่อข้าวตัวเอง เพราะทุกปฏิบัติการของกลุ่มเคลื่อนไหวที่ผ่านมา ปฏิเสธเรื่องของการสร้างพื้นที่ข่าวได้ยากยิ่ง

ทั้งหมดกลายเป็น ปฏิบัติการสวนทางน้ำของกลุ่มขบวนการกับการพุ่งเป้าเข้าชนสื่อฯ เต็มๆ ที่กลายเรื่อง สร้างดาวคนละดวงและเป็นภาพสะท้อนความไร้เอกภาพที่ชัดเจนที่สุดที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ณ ห้วงเวลานี้

นอกจากปฏิบัติการที่ดูเหมือนจะ ไม่เข้าขา และบางครั้งถึงกับ ขัดขากันเอง” ของ แกนกองกำลังในพื้นที่แล้ว สายสัมพันธ์ของเครือข่ายในแต่ละขบวนการ ที่ชัดเจนว่าเป็นอีกหนึ่งใน จุดแยกสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงภาพของ ความระส่ำระส่ายที่ชัดเจนยิ่งกว่าชัดเจน

กับท่าทีของ ขบวนการพูโล ที่หลายฝ่ายกำลังตั้งข้อสังเกตุเกี่ยวกับบทบาท และท่าที ที่ดูเหมือนกำลังจะ ตกรถไฟขบวนสันติภาพ” ออกมาชิงแถลงข่าวถึงเป้าหมายแห่งภารกิจ และความสัมพันธ์กับกลุ่ม บีอาร์เอ็น โดยระบุแสดงตนให้เห็นว่า เป็นผู้กอบกู้เอกราช ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย และไม่ได้มุ่งสังหารเป้าหมายประชาชนพลเรือน ร้ายแรงไปถึงการสั่งห้ามไม่ให้สมาชิกของขบวนการพูโล ในพื้นที่ยุ่งเกี่ยวกับการกระทำของแนวร่วมอาร์เคเค ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธในสังกัด กลุ่มบีอาร์เอ็น ในพื้นที่อย่างเด็ดขาด

ขณะที่ท่าทีของกลุ่มบีอาร์เอ็น ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีถึง สถานะของพูโลในสายตาแกนการเมือง (บางคน) ที่กำลังง่วนอยู่กับเงื่อนไขบนโต๊ะเจรจากับรัฐบาลไทย กับการปรามาสและ ไม่ให้ราคา

บนภาพความสัมพันธ์ที่แตกร้าวของขบวนการเคลื่อนไหว กับการก้าวไปคนละเส้นทาง รวมถึงในหลายๆ พื้นที่ ซึ่งมีกระแสข่าวถึงกับ มีการขีดเส้นแบ่งเขตเคลื่อนไหวกันอย่างชัดเจน

ตั้งกองกำลังรักษาพื้นที่ใครพื้นที่มัน ไม่เว้นแม่แต่ระดับแกนการทหารในขบวนการเดียวกัน!!

กับปฏิบัติการที่เริ่มสะเปะสะปะ ประสานตั้งตัวกันไม่ติด ทำให้มวลชนจำนวนหนึ่งเริ่มถอยออกห่างไปที่ละก้าว เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นอาจนำไปสู่ชนวนแห่งการ ชิงพื้นที่ด้วยความรุนแรงในอนาคต

นอกจากนี้ ยังมี กลุ่มแจ้งเกิดกลุ่มใหม่ที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง  อย่าง กลุ่มนักศึกษาในนามสหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานี หรือ PerMAS ที่ ชิงธงนำ” จัดกิจกรรมในช่วงครบรอบ 9 ปี เหตุการณ์สลายการชุมนุมหน้า สภ.ตากใบ จ.นราธิวาส โดยเน้นให้เห็นภาพ การต่อสู้เชิงสัญลักษณ์”  เสมือนหนึ่งจะเย้ยให้กับ ความรุนแรงทีเกิดขึ้นเกือบทุกปีที่ครบรอบเหตุการณ์ที่ตากใบ  กลายเป็น คลื่นลูกใหม่แห่งการเคลื่อนไหวในแบบสันติวิธีที่มวลชนเองก็เริ่มหันมาให้ความสนใจมากยิ่งขึ้น ในฐานะคลื่นลูกใหม่ สะท้อนภาพแห่งสันติวิธี จากพลังของ นักศึกษาและภาคประชาสังคมที่มีรูปธรรมชัดเจนที่จับต้องได้ รวมถึงได้รับความสนใจจากฝ่ายรัฐบาล โดยตรง

โดยมีการตั้งข้อสังเกตกันวันคลื่นลูกใหม่ที่เน้นการต่อสู้แบบสันติวิธี อาจเป็นความหวังเป็นที่พึ่งให้กับมวลชน ได้มากกว่ากลุ่มเคลื่อนไหวเดิมที่เน้นความรุนแรง และกำลังอยู่ภาวะ ระส่ำระส่าย

ทั้งการตั้งข้อสังเกตถึง ความไร้เอกภาพของ กลุ่มเคลื่อนไหวในพื้นที่และ สายสัมพันธ์ที่ร้าวฉานของแต่ละขบวนการ จนเข้าสู่ภาวะ ระส่ำระส่ายนำไปสู่การถอดรหัสครั้งใหม่ถึงอนาคต ของพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้รวมถึงผลลัพท์แห่งการเจรจาสันติภาพที่กำลังดำเนินต่อไป ท่ามกลางรอยร้าวลึกในสายสัมพันธ์ของทุกองคาพยพในกลุ่มเคลื่อนไหว ตั้งแต่ ระดับเครือข่าย รวมถึงในแต่ละระดับชั้น อันเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

เพราะแรงกระเพื่อมของกลุ่มเคลื่อนไหว ที่สั่นสะเทือนไปถึงรากในครั้งนี้ อาจเป็นช่องว่างสำคัญในปฏิบัติการกวาดล้างของภาครัฐ ทั้งโดยวิธีทางการทหาร และวิธีแบบพลเรือน !!

ทั้งปฏิบัติการจู่โจมตรวจค้น จับเป็น และจับตาย รวมถึงการเปิดประตูสันติวิธี พาคนกลับบ้านซึ่งล้วนแล้วแต่ คืบหน้าจาก แรงกระเพื่อมในครั้งนี้ ล้วนคืนกลับมา เป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่มีนัยยะไปถึงความได้เปรียบของรัฐบาลไทยบนโต๊ะเจรจาสันติภาพ ครั้งที่จะถึงนี้และครั้งต่อๆ ไป

จากเสียงสะท้อนของ พลโท พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ที่ยอมรับและออกมาเปิดเผยถึงสภาพการณ์ของกลุ่มเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นว่า สัญญาณที่จะเกิดปัญหาความรุนแรงในช่วงนี้ (ครบรอบ 9 ปี เหตุการณ์ตากใบ) ค่อนข้างเบาบาง เพราะหน่วยปฏิบัติการก่อเหตุถูกเจ้าหน้าที่ดำเนินการตอบโต้ ปิดล้อม ตรวจค้น และจับกุมได้ ทำให้กองกำลังส่วนนี้เกิดปัญหาและมีความเคลื่อนไหวน้อยลง  และแนวโน้มของสถานกาณ์ยังอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถควบคุมได้


และทั้งหมดนี้คือความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ ที่จะละสายตาไม่ได้ และกำลังจะทวีความสำคัญกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่อาจจะนำไปสู่เส้นทางแห่งสันติภาพในอนาคตได้เร็วกว่าที่คาดคิดไว้ พร้อมๆ กับการสูญสลายกลายเป็น กองโจร”  รักษาพื้นที่ของกลุ่มเคลื่อนไหว จนกลายเป็น เป้าย่อยให้เจ้าหน้ารัฐปราบปรามกวาดล้างได้สำเร็จในที่สุด ...และนำไปสู่ ความล่มสลายของกลุ่มเคลื่อนไหวทั้งองคาพยพ

ที่มา  ทับ  ภารณ  ฟาตอนีออนไลน์  

จากหนังสือ “Patani Merdeka” ถึงตูแวดานียา ขอทานบนท้องถนน


        กระบวนการสร้างสันติภาพในพื้นที่ความขัดแย้งในทุกแห่งทั่วโลกที่สามารถคลี่คลายความขัดแย้งลงจนถึงขั้นการเกิดสันติสุขอย่างยั่งยืนนั้นคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการขับเคลื่อนกระบวนการจนประสบความสำเร็จนั้นส่วนหนึ่งเกิดจากองค์กรที่ไม่ใช่รัฐหรือที่รู้จักกันในนาม NGOs ซึ่งมีบทบาทสำคัญควบคู่ไปกับความพยายามแสวงข้อตกลงร่วมกันของคู่ขัดแย้ง และอาจต้องใช้เวลามากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แต่มุ่งหวังเพียงสิ่งเดียวกันคือให้เกิดความสงบสุขของพื้นที่เป็นสำคัญ และส่วนใหญ่ในทุกพื้นที่ทั่วโลกจะมีทิศทางคล้ายคลึงกัน ยกเว้นดินแดนจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยที่ยังมีเงื่อนงำทับซ้อนด้วยเหตุผลหลายประการโดยเฉพาะ “ผลประโยชน์” 

      กว่า 300 องค์กรภาคประชาสังคมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น เกือบทั้งหมดได้ใช้ความพยายามสรรสร้างการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในด้านต่างๆ ตามแต่บทบาทขององค์กรนั้นๆ แต่ขณะเดียวกันการขับเคลื่อนงานคงไม่สามารถดำเนินไปได้หากขาดซึ่งปัจจัยสำคัญคืองบประมาณ และแน่นอนว่าแต่ละองค์กรก็ต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งงบประมาณเพื่อทำตามวัตถุประสงค์ แต่ก็อย่างที่รู้ๆ เงินทั้งหมดไม่ได้ถูกนำมาใช้เพื่องานเพียงอย่างเดียวแต่ต้องดูแลปากท้องผู้ที่อ้างว่าทำงานเพื่อสังคมด้วยและด้วยเม็ดเงินจำนวนไม่น้อยทำให้บางองค์กรมีการแก่งแย่งกันภายในหรือแสดงอาการตะกละตะกรามจนออกนอกหน้า

       และนี่จึงเป็นแรงจูงใจให้กลุ่มคนที่อ้างว่าทำเพื่อประชาชน เพื่อสังคม ต้องพยายามหางบประมาณมาเพื่อตนเองและพวกพ้องให้มากที่สุด

          ช่วงที่ผ่านมามีองค์กรหนึ่งที่ออกอาการข้างต้นอย่างเห็นได้ชัด ด้วยบทบาทบังหน้าในรูปของความพยายามขับเคลื่อนงานด้านการเมืองโดยใช้ชื่อองค์กรว่า “สหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานี” (PerMAS) และ “สำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา”(Lempar) ภายใต้การกุมบังเหียนของนักวิชาการที่ส่วนหนึ่งเป็นนักวิชาการที่มีบทบาทนำในการร่วมเป็นคณะพูดคุยสันติภาพของ สมช. บางคนเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในปัตตานีและองค์กรภาคประชาสังคมอีกสองสามองค์กรที่ร่วมกันสวมหน้ากากนักบุญแอบอ้างบิดเบือนและทำลายความพยายามในการสร้างความเข้าใจของภาครัฐโดยใช้เงื่อนไขความแตกต่างทางอัตลักษณ์ ศาสนา ภาษาและวัฒนธรรมจัดกิจกรรมในลักษณะเวทีเสวนา ปลุกเร้าให้ประชาชนเข้าใจว่ากำลังอยู่ภายใต้การกดขี่ข่มเหงและต้องแยกตัวเป็นเอกราช
        แล้วสรุปเอาว่าเป็นความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่พร้อมทั้งใช้สื่อของกลุ่มตนเองป่าวประกาศซึ่งแน่นอนว่าเพื่อสร้างผลงานให้สปอนเซอร์ยอมรับเพื่อให้ได้รับเงินสนับสนุนต่อไป

         ข้อมูลด้านหนึ่งที่ผู้ที่เพิ่งจะรับทราบโดยเฉพาะพี่น้องมุสลิมทราบแล้วจะต้องตกใจเพราะองค์กรที่เป็นผู้สนับสนุนของคนกลุ่มนี้หนึ่งในหลายองค์กรคือ สำนักงานพัฒนาระหว่างประเทศสหรัฐ หรือยูเสด (USAID) ซึ่งในความรู้สึกของพี่น้องมุสลิมแล้วถือว่าอเมริกาเป็นศัตรูกับมุสลิมทั่วโลก แต่คนกลุ่มนี้กลับใช้ความทุกข์ยากเดือดร้อนของพี่น้องเรามาแอบอ้างเพื่อรับผลประโยชน์อย่างหน้าตาเฉย

      บางทีอาจอนุมานได้ว่าเงินนั้นสำคัญกว่าพี่น้อง การทรยศต่ออิสลามด้วยการรับเงินปีละหลายสิบล้านสำคัญกว่าอุดมการณ์ที่คนกลุ่มนี้แอบอ้าง ชาวบ้านซึ่งถูกเกณฑ์มาร่วมฟังครั้งละเพียงร้อยกว่าคนที่ได้รับเศษเงินน้อยนิดจึงกลายเป็นเครื่องมือที่มองในทางธุรกิจแล้วนับว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามหาศาล

           ภาพการใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือยของคนกลุ่มนี้มีให้เห็นอยู่เนื่องๆ การเดินทางไปพักผ่อนที่อเมริกาเป็นว่าเล่นของสมาชิกกลุ่ม หรือการเดินทางไปอุมเราะห์ที่ซาอุฯ ของสมาชิกทั้งกลุ่มซึ่งต้องใช้เงินประมาณหนึ่งแสนบาทต่อคน การใช้ชีวิตอย่างสุขสบายมีรถยนต์หรูใช้รวมทั้งกินอาหารตามร้านหรูๆ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ประกอบอาชีพเป็นหลักแหล่ง เรื่องเหล่านี้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเอาเงินมาจากไหน

         สมาชิกระดับแกนนำอย่างนายอะเต๊ฟ โซ๊ะโก ซึ่งมีประวัติเกี่ยวพันกับยาเสพติดตั้งแต่ตัวเองไปจนถึงพ่อตาซึ่งกำลังติดคุกอยู่ที่เรือนจำเขาบิน และพี่ชายที่เป็นผู้ก่อเหตุรุนแรงจนต้องหลบหนีไปอยู่มาเลเซีย จนกลุ่มต้องให้ลดบทบาทลงเพราะอาจทำให้เสียภาพลักษณ์พร้อมกับดันนายตูแวดานียา ตูแวแมแง ขึ้นมาแทน ซึ่งโดยภาพพจน์แล้วอาจดูดีกว่า แต่ในเนื้อแท้แล้วใครก็รู้ถึงความพยายามเป็นคางคกขึ้นวอของบุคคลนี้ดี ทำให้วันนี้เวทีเสวนาของคนกลุ่มนี้เริ่มเสื่อมความศรัทธาลงด้วยเห็นถึงธาตุแท้ที่แอบแฝง

          หนังสือ “Patani Merdeka บนท้องถนน” ดูจะเป็นอีกธุรกิจที่มักแฝงอยู่ในอุดมการณ์จอมปลอมนอกเหนือจากการขายเสื้อ ขายสติกเกอร์ ขายธงและอื่นๆ ตามเวทีที่ตะเวนออกไปตามสถานที่ต่างๆ แล้ว วลี เอกราชบนท้องถนนซึ่งเป็นการต่อสู้ตามวิถีประชาธิปไตยที่ควรยกย่อง แต่สำหรับคนกลุ่มนี้ด้วยพฤติกรรม น่ารังเกียจที่ปิดบังอย่างไรก็ไม่มิดคงเป็นได้เพียง “ขอทานบนท้องถนน” ที่แอบอ้างเอาพี่น้องประชาชนมาหากิน...ดีที่สุดคงได้เท่านั้น

น่าสงสารประชาชนจริงๆ 

ซอเก๊าะ นิรนาม

วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2556

“Deepsouthwatch ศูนย์เฝ้าทำลายสันติสุขในภาคใต้”


การขับเคลื่อนให้เกิดกระบวนการสร้างสันติภาพในพื้นที่ความขัดแย้งที่รุนแรงเช่นจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยซึ่งกำลังดำเนินอยู่ในหลายมิติในปัจจุบัน รวมถึงความพยายามเปิดโต๊ะพูดคุยสันติภาพระหว่างสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติและผู้แทนกลุ่ม BRN ซึ่งเป็นกลุ่มที่ถืออาวุธต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ที่ปัจจุบันยังไม่มี   ทีท่าว่าจะลงตัว แสงสว่างที่ปลายอุโมงไม่เพียงแต่จะหริบหรี่มิหน่ำซ้ำยังมีแววว่าจะดับลงด้วยข้อเสนอของขบวนการที่เห็นแล้วปวดหัว ด้วยข้อต่อรองมากมายที่ยอมรับไม่ได้ ขณะที่ข้างฝ่ายกองทัพโดยผู้นำกองทัพก็ออกมาทุบโต๊ะเปรี้ยงว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะความไม่พร้อมของพื้นที่ ที่สำคัญอาจเป็นบันไดก้าวไปสู่การแบ่งแยกดินแดนในที่สุด

ก็คงต้องติดตามกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ ชีวิตที่ปลิดปลิวเป็นใบไม้ร่วงของทั้งสองฝ่ายรวมทั้งประชาชนผู้บริสุทธิ์จะยังคงเกิดขึ้นระหว่างเส้นทางของความขัดแย้งจนกว่าทุกอย่างจะจบสิ้นลง

แต่ในความพยายามของหลายๆ ฝ่ายที่ต้องการสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นเพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนลงให้ได้นั้น ยังมีความพยายามที่จะริดรอนความโหยหาสันติภาพของประชาชนส่วนใหญ่โดยองค์กร   ภาคประชาสังคมบางองค์กรโดยใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อบิดเบือนข้อมูลให้สังคมเกิดความสับสนซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างไม่สำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างที่กล่าวอ้าง
ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ซึ่งใช้ชื่อเว็บไซต์ www.deepsouthwatch.org ดูจะเป็นหนึ่งในหลายเว็บไซต์ที่อยากจะยกตัวอย่างการบิดเบือนครั้งล่าสุดให้เห็น

เหตุการณ์ปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่และกลุ่มติดอาวุธที่บ้านสะแนะ อ.รือเสาะ นราธิวาส ที่เพิ่งเกิดขึ้น ไม่นานมานี้ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่เสียชีวิตไป 2 นาย บาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่งและได้วิสามัญฆาตกรรมคนร้ายไป 4 คน หนึ่งในนั้นคือ นายอับดุลรอฮิง ดาอีซอ หรือ “เปเล่ห์ดำ” ผู้ต้องหาที่ก่อเหตุร้ายฆ่าคนตายมาอย่างโชกโชนและมีหมายจับยาวเป็นหางว่าว อีกคนคือนาย  ซูเฟียน สาและ ซึ่งกลายมาเป็นตัวละครเด่นในการให้ข่าวสารด้านเดียวของเว็บไซต์ลวงโลกข้างต้น

การลงพื้นที่ (หรืออาจนั่งเทียนเขียนข่าวอยู่ที่สำนักงาน) ของผู้ที่อ้างว่าเป็นผู้สื่อข่าวของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ โดยการไปสัมภาษณ์ครอบครัวของผู้เสียชีวิตถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นซึ่งมีประเด็นสำคัญๆ คือการกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่สังหารคนที่มอบตัวแล้ว และยังขโมยเงินของผู้เสียชีวิตไปด้วย การนำเสนอข้อมูลดังกล่าวหากอ่านอย่างพิจารณาให้รอบคอบจะเห็นว่ามีความขัดแย้งกันเองในข้อมูลที่นำเสนอในหลายด้าน

เนื้อหาการนำเสนอมิได้กล่าวถึงการเสียชีวิตเพราะถูกยิงโดยคนร้ายก่อนเจ้าหน้าที่จึงต้องตอบโต้แต่อย่างใด เหมือนกับว่าการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่เป็นเรื่องที่สมควร (ตาย) ในขณะที่ให้รายละเอียดการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่เหมือนไปเห็นด้วยตาตนเอง จุดสังเกตุที่เห็นได้ชัดคือ การกล่าวอ้างของผู้ให้สัมภาษณ์ว่านายซูเฟียนฯ มอบตัวแล้วถูกมัดมือก่อนนำเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุก่อนถูกสังหารเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิง เพราะเจ้าหน้าที่รู้ว่าคนร้ายจำนวนหนึ่งอยู่ในบ้านพร้อมอาวุธ คงไม่มีเหตุผลใดที่จะนำตัวเองเข้าไปเสี่ยงโดยการนำนาย   ซูเฟียนฯ เดินเข้าไปในบ้าน  กับคำกล่าวที่ว่าชาวบ้านทุกคนรู้เห็นนั้นก็อีกเรื่อง เพราะคำให้สัมภาษณ์ตอนหนึ่งกล่าวว่าระหว่างการปิดล้อมเจ้าหน้าที่ไม่ให้ชาวบ้านออกมาทุกคนต้องอยู่ในบ้าน แล้วจะมีชาวบ้านคนไหนเห็นเหตุการณ์ตอนนั้นได้  เหนือสิ่งอื่นใดการปิดล้อมตรวจค้นของเจ้าหน้าที่เท่าที่ผู้เขียนเคยออกไปทำข่าวการปิดล้อมร่วมกับทหารและตำรวจ ต้องมีขั้นตอนการให้ผู้นำชุมชนหรือผู้นำศาสนาเข้าร่วมเพื่อเกลี้ยกล่อมให้มอบตัวก่อนทุกครั้ง เหตุการณ์ที่นักข่าวคนนั้นกล่าวอ้างคงไม่รอดสายตาของผู้นำชุมชนในพื้นที่อย่างแน่นอน 


และหากมองด้วยสายตาเป็นธรรม เจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตเขาก็มีลูกเมีย พ่อแม่พี่น้องเช่นกัน จะไม่ให้โอกาสโดยการนำเสนอว่าเขาเสียชีวิตเพราะปฏิบัติตามหน้าที่เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนเลยหรือ

ด้วยเหตุผลเบาะๆ แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอที่จะยืนยันได้ว่าการนำเสนอข้อมูลการสัมภาษณ์ครั้งนั้นไม่ถูกต้อง และมีเจตนาแอบแฝงที่จะบิดเบือนให้สังคมสับสน
แถมอีกนิด ที่บอกว่าเจ้าหน้าที่ขโมยเงินจำนวน 490,000 บาทซึ่งเก็บไว้ในบ้านไปนี่ก็ยิ่งน่าขำ ก็เป็นคนบอกเองว่าเป็นบ้านที่ยังสร้างไม่เสร็จแล้วจะมีใครนำเงินจำนวนมากขนาดนั้นไปเก็บไว้ในบ้านที่ยังสร้างไม่เสร็จ
โถ...พ่อคู้ณ จะบิดเบือนทั้งทีเอาให้มันเนียนหน่อย แบบนี้อาจเรียกได้ว่า “ไม่คิดก่อนเขียน” หรือ “เขียนแบบไม่คิด” สุดท้ายก็เข้าตัวเองหมด

บรรณาธิการของ deepsouthwatch น่าจะได้ลองทบทวนก่อนนำเสนอว่าในความพยายามหลับหูหลับตาโดยใช้อคติของตนเองเพื่อสร้างผลเสียให้คนอื่น แต่กลับมาสร้างผลเสียให้กับตนเองแบบนี้ ในฐานะสื่อด้วยกันแล้วนับว่าเป็นสิ่งน่าอาย

บทบาทของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้นั้นด้วยเหตุผลการจัดตั้งได้แสดงออกถึงการมีกระบวนการคิดและเจตนาที่ดีมากอยู่แล้ว อย่าให้เหลือบที่แฝงตัวมาในรูปนักข่าวมาทำให้ความตั้งใจดีต้องถูกมองว่าสนับสนุนการก่อเหตุในพื้นที่เลย ไม่มีใครอยากเห็นคนตายมากมายแบบนี้หรอก...เชื่อซิ


          ซอเก๊าะ  นิรนาม

วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ambranews “สื่อลวงโลก” ขบวนการขัดขวางสันติภาพในความเคลือบแฝงที่ต้องจับตา


        กระแสการใช้สงครามข่าวสารในพื้นที่ จชต. ในวันนี้หากเปรียบเป็นการชกมวยคงเป็นการแข่งขันที่กำลังเข้มข้น  โดยทั้งสองฝ่ายต่างใช้วาทกรรมเข้าห้ำหั่นกันอย่างถึงพริกถึงขิง  ยิ่งในช่วงที่ฝ่ายใดเพลี่ยงพล้ำอีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่รีรอที่จะถล่มให้จมดิน  ซึ่งหากพิจารณาในแง่ของสื่อสารมวลชนที่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาแล้ว  ผู้ที่ได้ประโยชน์โดยตรงก็คือผู้บริโภคข่าวสารซี่งจะได้รับข้อเท็จจริงเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลจนนำไปสู่การเชื่อหรือไม่เชื่อข่าวสารนั้นๆ ซึ่งเป็นเรื่องของตัวบุคคล  แต่หากสื่อมวลชนนำเสนอแบบมีความประสงค์อื่นใดแอบแฝงกลุ่มคนที่น่าสงสารที่สุดก็คือผู้บริโภคข่าวสารนั้นเอง  เพราะหากนำไปวิเคราะห์บทพื้นฐานแห่งตนแล้วเกิดความเชื่อในข่าวสารนั้นทั้งๆที่เป็นการบิดเบือนข่าวสารโดยการให้ข้อมูลด้านเดียวแล้ว  อาจส่งผลร้ายแรงตามเจตนาและความต้องการของสื่อนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี  โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังปรากฎเงื่อนไขสนับสนุนและมีความเปราะบางเช่นจังหวัดชายแดนภาคใต้แห่งนี้

             ในท่ามกลางเหตุการณ์การก่อเหตุรุนแรงในภาคใต้ของประเทศไทย  ที่นับวันเหตุการณ์ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงได้ง่ายๆ  การบาดเจ็บล้มตายทั้งของเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนผู้บริสุทธิ์ยังเกิดขึ้นวันแล้ววันเล่าด้วยน้ำมือของผู้แอบอ้างว่าทำเพื่อประชาชนชาวมุสลิมมลายู  ที่ไม่น่าเชื่อว่าสามารถฆ่าได้แม้ผู้มีความศรัทธาในสิ่งเดียวกัน หวังเพียงเพื่อสร้างความรุนแรงให้เกิดขึ้นแล้วใช้สื่อของตนโหมประโคมข่าวสร้างภาพว่าพี่น้องมุสลิมถูกรังแก  โดยมิได้คำนึงถึงความเสียหายใดๆ เพราะจุดมุ่งหมายสูงสุดคือผลประโยชน์และอำนาจที่จะได้รับเฉพาะกลุ่มของตนเอง   อย่างไรก็ตามยังคงเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายที่จะต้องร่วมมือแก้ไขกันต่อไปเพื่อมุ่งสู่จุดมุ่งหมายคือความสงบสันติในพื้นที่ที่วาดหวังว่าจะกลับคืนมาในเร็ววัน

          แต่ในความร่วมแรงร่วมใจนั้นยังคงมีกลุ่มบุคคลหนึ่งซึ่งอ้างตนเองว่าเป็น สื่อมวลชน” ใช้สื่อทางเลือกคือเครือข่ายคอมพิวเตอร์จัดทำเว็บไซต์ชื่อ ambranews.com เป็นเว็บไซต์ของประเทศมาเลเซีย ซึ่งมักรายงานข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ในภาคใต้ของประเทศไทย เกี่ยวกับรัฐปัตตานีและชี้นำความต้องการแบ่งแยกดินแดน รวมทั้งโจมตีการทำงานของรัฐบาลไทยมาโดยต่อเนื่อง  ซึ่งการนำเสนอดังกล่าวขัดแย้งกับการที่นายกรัฐมนตรีของมาเลเซียซึ่งเคยออกมากล่าวว่า จะไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ใน  สามจังหวัดภาคใต้ และจะให้ความร่วมมือโดยไม่ให้ผู้ก่อเหตุใช้มาเลเซียเป็นที่หลบซ่อนหลังก่อเหตุ  นอกจากนั้นยังได้แสดงให้เห็นถึงความจริงใจด้วยการปิดกั้นการนำเสนอของเว็บไซต์จอมบิดเบือนข้างต้นไประยะหนึ่ง  แต่แล้วก็ได้รับอนุญาตให้เปิดใช้งานขึ้นอีกครั้งโดยไม่มีเหตุผล  แล้วปล่อยให้ผู้ใช้งานเว็บไซต์ที่อยู่ภายในประเทศตนเองโจมตีกิจการภายในของประเทศเพื่อนบ้านได้ต่อไปโดยไม่มีคำชี้แจง
อย่างนี้ควรจะเรียกว่า “ยินดีให้ความร่วมมือในการสร้างสันติสุขให้กับเพื่อนบ้าน” แล้วหรือ

          ล่าสุดเว็บไซต์ ambranews.com ได้รายงานข่าวโจมตีมติที่ประชุม ครม.ของไทยกรณีการอนุมัติงบประมาณแก้ไขปัญหาภาคใต้เพิ่มเติม อาทิ การเพิ่มอัตราบรรจุ อส.จาก 900 คน เป็น 2700 คน รวมถึงการก่อสร้างสนามฟุตซอล 41 สนาม โดยให้เหตุผลว่าเป็นการนำปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาทุจริตคอรัปชั่น

          การนำเสนอด้วยเหตุผลในลักษณะนี้ได้ชี้เห็นถึง “กึ๋น” ในการเป็นสื่อมวลชนของผู้รายงานข่าวของ ambranews.com ได้เป็นอย่างดี  เพราะส่วนใหญ่สื่อมวลชนจะมีคุณสมบัติในการวิเคราะห์แล้วนำเสนออย่างเป็นเหตุเป็นผล แต่สำหรับผู้รายงานข่าวของเว็บไซต์นี้ที่มุ่งแต่จะบิดเบือน ขัดขวาง ปัดแข้งปัดขาประเทศไทยเพียงอย่างเดียวคงทำให้คุณสมบัติของการเป็นสื่อที่มีจรรยาบรรณหายไป


          เพราะในขณะที่ความต้องการในการพัฒนาพื้นที่ทั้งในด้านของการสร้างงานและการแก้ไขปัญหาภัยแทรกซ้อนที่มีความรุนแรงมากในขณะนี้คือปัญหายาเสพติด ซึ่งรัฐบาลมีความมุ่งหวังในการนำโครงการทั้งสองโครงการมาขับเคลื่อนเพื่อปัญหาพื้นฐาน อันจะส่งผลดีต่อการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยการมีงานทำของประชาชนในพื้นที่เพิ่มขึ้น  ตลอดจนการใช้กีฬาในการเสริมสร้างให้เยาวชนไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าขบวนการกำลังใช้ในการมอมเมาเยาวชนเพื่อให้เข้าร่วมกับการก่อเหตุรุนแรง  เหล่านี้ล้วนเป็นความต้องการของประชาชนในพื้นที่ภายใต้การสนับสนุนของผู้นำชุมชนและผู้นำศาสนา  การออกมาแสดงความเห็นขัดขวางครั้งนี้จึงเห็นได้ว่ามีเจตนาไม่ต้องการให้พื้นที่ได้รับการพัฒนา และจะมีเหตุผลอื่นๆ อีกหรือไม่

          หรือขบวนการกลัวว่าหากปัญหายาเสพติดลดน้อยลงหรือหมดไปจะทำให้หลอกลวงเยาวชนได้ยากขึ้น หรืออาจเป็นเพราะรัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดมากขึ้น จะกระทบไปถึงธุรกิจ          ค้ายาเสพติดที่เกื้อกูลกันกับการก่อเหตุรุนแรงและขบวนการได้รับเงินสนับสนุนอยู่   เหตุผลนี้ก็น่าคิด

ฝากไปถึงเพื่อนสมาชิกที่ใช้งานเครือข่ายเว็บไซต์และท่านผู้ทำหน้าที่สื่อมวลชนที่ดีท่านอื่นๆ ลองช่วยกันตรวจสอบเว็บไซต์ ambranews.com ถึงเหตุผลที่แท้จริงของความพยายามสร้างความขัดแย้งในสังคมที่บอบช้ำแห่งนี้ว่าเขาต้องการอะไรกันแน่  หรือหากกล้าพอก็แสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยการออกมาตอบคำถามนี้เพื่อให้สังคมหายคลางแคลงสงสัย และหากยังประพฤติตนเปรียบประดุจกาฝากเฉกเช่นเนื้อร้ายของวงการสื่ออยู่แบบนี้ สุดท้าย ท่านจะกลายเป็นเนื้อร้ายที่ต้องถูกตัดทิ้งโดยผู้ใช้สื่อด้วยกันเองนี่แหละ 
หรือคิดว่าจะบิดเบือนต่อไปเพื่อผลประโยชน์เพราะมีใครคอยปกป้องอยู่ก็มาลองดูกัน


          ซอเก๊าะ  นิรนาม